สถานการณ์และแนวโน้มด้านสื่อของประเทศไทย ปี 2557 และในอีก 3 ปี (2558-2560) และ 7 ปี ข้างหน้า (สิ้นปี 2564)

ที่มา: สำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ (Promotion of Healthy Lifestyle) สสส.

 

สถานการณ์และแนวโน้มด้านสื่อของประเทศไทย

ปี 2557 และในอีก 3 ปี (2558-2560) และ 7 ปี ข้างหน้า (สิ้นปี 2564)

 

  1. ภาพรวมภูมิทัศน์สื่อของไทย (โครงสร้างสื่อ การเข้าถึง การใช้สื่อของประชาชน นโยบายสื่อ)
  • โครงสร้างสื่อ

การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีเป็นระบบดิจิตอล ทำให้เกิดช่องสัญญาณเพิ่มขึ้น  มีสถานีวิทยุและโทรทัศน์เพิ่มขึ้นอีกมากและสามารถเชื่อมต่อกับระบบอินเทอร์เน็ต เกิดการหลอมรวมสื่อ สื่อเก่าทั้งโทรทัศน์ วิทยุ และสิ่งพิมพ์ ทุกสื่อจะปรากฎอยู่บนสื่อออนไลน์ การส่งสารนอกจากทำโดยผู้ประกอบการสื่อมืออาชีพแล้ว ประชาชนสามารถเป็นทั้งผู้รับสาร และผู้ส่งสาร อีกทั้งสามารถมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น ให้ข้อมูล หรือร่วมผลิตกับสื่อได้โดยง่ายและรวดเร็ว  และการสื่อสารไม่สามารถผูกขาดโดยสื่อหลัก การบังคับ ควบคุม ตรวจสอบโดยหน่วยงานเดียวไม่มีประสิทธิผลอีกต่อไป

การเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์สื่อโทรทัศน์และวิทยุจากคลื่นความถี่ที่ให้บริการ 1 ช่อง ในระบบ อนาล็อก สามารถให้บริการได้ถึง 10 ช่องในระบบดิจิตอล ดังนั้นคลื่นความถี่สำหรับให้บริการสถานีโทรทัศน์ ช่อง 3, 5, 7, 9, 11 และ Thai PBS หากเปลี่ยนเป็นดิจิตอลทั้งหมด จะให้บริการได้ถึง 60 ช่อง  ในภาพรวมประเทศไทยจะมีสถานีโทรทัศน์จำนวนมาก จะสามารถมีโทรทัศน์ภาคพื้นดิน Digital TV ได้กว่า 100 ช่องและสถานีวิทยุระดับชุมชนอีกกว่า 6,000 สถานี

นอกจากนี้ยังมีสื่อโทรทัศน์ผ่านระบบเคเบิล ดาวเทียม และ ทีวีออนไลน์อีกไม่จำกัด  ปัจจุบันสื่อเก่าคือ โทรทัศน์ภาคพื้นดินทุกช่องได้นำรายการเข้าสู่ระบบออนไลน์ เช่นเดียวกันวิทยุก็ขยับเข้าสู่ระบบออนไลน์ มีทั้งรายการที่จัดในสถานีต่างๆ และมีผู้ผลิตรายการรายย่อยที่สามารถจัดรายการที่บ้านส่งเสียงเข้าสู่ระบบออนไลน์ได้อีกนับร้อย สื่อหนังสือพิมพ์หลายฉบับนอกจากจะทำหนังสือพิมพ์ออนไลน์แล้วยังมีทีวีออนไลน์ควบคู่ด้วย อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องพิจารณาคือ แม้จะมีช่องทางการสื่อสารเพิ่มขึ้นมากแต่สำหรับสื่อไทยผู้ประกอบการสื่อเพื่อการเรียนรู้ และพัฒนาสังคม พัฒนาเด็กอาจจะยังเพิ่มขึ้นไม่มากนัก ดังนั้นเนื้อหาสาระของสื่อจะมีคุณภาพเพิ่มขึ้นหรือไม่ ก็ยังต้องการการผลักดันของภาคประชาชนให้ผู้ประกอบการพัฒนาคุณภาพเนื้อหาของสื่อ1

 

  • การเข้าถึงสื่อของประชาชน

o   การเข้าถึงสื่อของประชาชน ส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงสื่อเก่าคือ สื่อโทรทัศน์มากที่สุด จากจำนวนประชากร 68 ล้านคน ร้อยละ 98 รับชมโทรทัศน์ ร้อยละ 40 รับฟังวิทยุกระจายเสียง ประมาณร้อยละ 30 อ่านหนังสือพิมพ์

o   การเข้าถึงสื่อใหม่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว   ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมีจำนวนถึง 26.14 ล้านคนในปี 2556 เทียบกับ 10 ปีก่อน มีจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในปี 2546  6 ล้านคน 2

 

 

o   สิทธิในการสื่อสารยังคงจำกัดอยู่ที่คนบางกลุ่ม ทำให้ผู้บริโภคสื่อจำนวนหนึ่ง อาทิ คนพิการ คนสูงอายุ เด็กและเยาวชน สตรี กลุ่มชาติพันธุ์ แรงงาน ความหลากหลายทางเพศ ฯลฯ ซึ่งส่งผลให้ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ ทั้งจากความพิการ ประสิทธิภาพทางร่างกาย และความด้อยโอกาสทางสังคม ซึ่งถือว่าเป็นการถูกละเลยสิทธิในฐานะผู้บริโภคสื่อวิทยุ-โทรทัศน์ มาตรฐานการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างมีประสิทธิภาพในประเทศไทยปัจจุบันมี 4 ปัจจัยหลักๆ คือ3   1.อยู่ในเขตเมือง 2.ไม่มีสภาพความพิการ 3.มีฐานะทางการเงิน 4.มีความสามารถในการรู้-การใช้เทคโนโลยี

 

  • การใช้สื่อของประชาชน

o   ทุกวันนี้ประชาชนมีความเกี่ยวข้องกับสื่อทั้งในฐานะผู้รับสารเพราะเป็นผู้บริโภคสื่อด้วยวัตถุประสงค์หลายอย่าง เพื่อความบันเทิง เพื่อติดตามข่าวสาร เพื่อหาข้อมูล ฯลฯและเป็นผู้ส่งสารเพราะแต่ละคนมีความเกี่ยวพันกับผู้อื่น ในฐานะผู้ส่งสารจึงต้องมีจริยธรรมในการสื่อสารเช่นเดียวกับผู้ประกอบวิชาชีพสื่อเช่นกัน และต้องตรวจสอบสารที่จะโพสต์ หรือ แชร์ เพราะอาจกระทำสิ่งที่เป็นการละเมิดกฎหมาย หรือเป็นผู้ส่งต่อสารที่หลอกลวงได้

 

 

o   ชุมชนออนไลน์พูดคุยและ “ขยาย” เรื่องราวที่สื่อกระแสหลักสร้าง ชุมชนเหล่านี้ยังผลิตสื่อแบบมีส่วนร่วม รายงานข่าวจากฐานราก แลกเปลี่ยนความเห็น และตรวจสอบข้อเท็จจริง สื่อกระแสหลักสามารถใช้เนื้อหาของชุมชนเหล่านี้เป็นประโยชน์ ในฐานะแหล่งข่าว ไอเดียทำข่าว และ ตรวจสอบข้อมูล4

 

 

o   คนใช้เวลาในชีวิตประจำวันกับการเข้าอินเทอร์เน็ตมากขึ้น จำนวนชั่วโมงการเข้าอินเทอร์เน็ต ปี 2556 เท่ากับ 32 ชั่วโมงต่อสัปดาห์  การใช้อินเทอร์เน็ตผ่านทางอุปกรณ์เคลื่อนที่ (Mobile Device) เช่น คอมพิวเตอร์พกพา สมาร์ทโฟน และแท็บเล็ตพีซีมีสัดส่วนที่สูงขึ้น  พฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตไม่ถูกจำกัดด้วยเวลาและสถานที่ที่ใช้งานอีกต่อไป 5

 

 

o   คนไทยส่วนใหญ่ นิยมใช้โซเชียลมีเดียตามกระแสยุคไอที สูงถึงร้อยละ 93.8 โซเชียลมีเดียที่เป็นที่นิยม 3 ลำดับแรก ได้แก่ Facebook รองลงมา คือ Google+ และ Line ตามลาดับนิยมใช้สมาร์ทโฟนในการเข้าถึงโซเชียลมีเดียสูงที่สุด (ไลฟ์สไตล์ที่เข้าถึงได้ทุกที่ ทุกเวลา) การใช้บริการโซเชียลมีเดีย จากจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 23,907 คน มีผู้ที่เคยใช้โซเชียลมีเดีย จำนวน 22,421 คน หรือคิดเป็น ร้อยละ 93.8 มีเพียงร้อยละ 6.2 ที่ระบุว่าไม่เคยใช้ และเมื่อขอให้ระบุถึงเหตุผลที่ไม่ใช้ พบว่าเหตุผลหลักๆ สามารถจำแนกได้สามประการ ประการแรก คือ ความวิตกกังวล เกี่ยวกับความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว เนื่องจากไม่เชื่อมั่นในระบบไม่เชื่อมั่นในตัวผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียนั้นๆ และกลัวถูกหลอกลวงข้อมูลความเป็นส่วนตัวจนมีผลกระทบต่อธุรกรรมทางการเงินที่ทำออนไลน์ ประการที่สองคือ ขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้โซเชียลมีเดีย เนื่องจากไม่มีความรู้เกี่ยวกับระบบดังกล่าว ไม่เห็นประโยชน์ของการเข้าใช้ และประการสุดท้าย คือ พฤติกรรมในชีวิตประจำวันส่วนตัว เช่น ต้องการพบปะผู้คนจริงๆ มากกว่าเจอกันในสังคมออนไลน์ ไม่มีเวลาสาหรับกิจกรรมดังกล่าว เป็นต้น 5

 

o   โซเชียลมีเดียถูกใช้เป็นช่องทางในการติดต่อสื่อสารอีกรูปแบบหนึ่ง นอกเหนือจากการติดต่อสื่อสารรูปแบบอื่นๆ เช่น การพบปะพูดคุย การคุยโทรศัพท์ หรือการส่งอีเมล กิจกรรมหลักที่ทำผ่านโซเชียลมีเดีย เพื่อพูดคุยแบ่งปันประสบการณ์และความรู้ คิดเป็นร้อยละ 85.7  นอกจากนี้ โซเชียลมีเดียยังถูกใช้เพื่อการติดตามข้อมูลข่าวสารความเคลื่อนไหวให้ทันกับสถานการณ์ที่กาลังเป็นกระแสนิยม คิดเป็นร้อยละ 64.6 ใช้อัพโหลด/แชร์รูปภาพหรือวีดีโอ คิดเป็นร้อยละ 60.2 ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ทำให้ ปัจจุบันนี้มีการกระจายข้อมูลข่าวสารในวงกว้างอย่างรวดเร็ว และทำให้นักการตลาดสนใจที่จะใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางสื่อสารทางการตลาด โดยเฉพาะรูปแบบการตลาดแบบ Viral Marketing4 สำหรับวัตถุประสงค์ของการใช้โซเชียลมีเดียในเชิงพาณิชย์ เช่น การซื้อสินค้าและบริการนั้น คิดเป็นร้อยละ 21.85

 

  • นโยบายสื่อ

o   บทบาทของกสทช. ปีพ.ศ. 2554 มีการจัดตั้ง กสทช.(คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) ตามมาตรา 47 แห่งรัฐธรรมนูญปีพ.ศ.2550 เป็นองค์กรอิสระที่มีภารกิจบริหารจัดการคลื่นความถี่ และกำกับดูแลกิจการ วิทยุ โทรทัศน์ และโทรคมนาคมเป็นหน่วยงานกำกับ ดูแล การประกอบกิจการของสื่อที่ใช้คลื่นความถี่ อันได้แก่ กิจการโทรคมนาคม วิทยุ และโทรทัศน์ และยังกำหนดให้ กสทช. ต้องดำเนินการโดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนในระดับชาติและท้องถิ่น รวมทั้งต้องจัดให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการดำเนินการสื่อมวลชนสาธารณะ ปัจจุบัน กสทช.กำลังดำเนินการในเรื่องการจัดสรรคลื่นความถี่และการออกใบอนุญาตในการดำเนินกิจการวิทยุและ โทรทัศน์ ประเภทต่างๆ  1

o   การจัดเวลาออกอากาศและวางมาตรฐานระดับความเหมาะสมของเนื้อหาคือทางออกระหว่างเสรีภาพสื่อกับความรับผิดชอบในการคุ้มครองเด็กและเยาวชน  กสทช.ได้ออกประกาศ แนวทางการจัดระดับความเหมาะสมของรายการโทรทัศน์ฉบับใหม่ ลงในราชกิจจานุเบกษา โดยใช้ประกอบกับประกาศกำหนดหลักเกณฑ์การจัดทำผังรายการสำหรับการให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2556  แบ่งระดับความเหมาะสมของผู้ชมออกเป็น 6 กลุ่ม อันได้แก่ “ป3+” รายการสำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3-5 ปี   “ด” รายการสำหรับเด็ก อายุ 6-12 ปี “ท” รายการที่เหมาะสำหรับผู้ชมทุกวัย “น.13” รายการที่เหมาะสำหรับผู้ชมที่มีอายุ 13 ปีขึ้นไป ผู้ชมที่มีอายุน้อยกว่า 13 ปี ควรได้รับคำแนะนำ “น.18” รายการที่เหมาะสำหรับผู้ชมที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ผู้ชมที่มีอายุน้อยกว่า 18 ปี ควรได้รับคำแนะนำ และ “ฉ.” รายการเฉพาะ ไม่เหมาะสำหรับเด็กและเยาวชน 6

o   พรบ.กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

ร่างพระราชบัญญัติ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ พ.ศ. ….ได้ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี สมัยรัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๓ และผ่านการพิจารณาของกฤษฎีกาแล้ว แต่มีการยุบสภาก่อน  และต่อมาในสมัยรัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้นำร่างกลับมาผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี เมื่อ๒ เมษายน ๒๕๕๕ กำลังจะเข้าสู่สภา

เพื่อให้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย ที่ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการเสนอกฎหมาย  ดังนั้นเครือข่ายภาคประชาชน  จึงได้รวบรวมรายชื่อ มากกว่า 1 หมื่นรายชื่อ  เพื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ พ.ศ. ….   ฉบับเครือข่ายประชาชน ร่างได้ถูกนำเสนอต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับอีก 3 ร่าง ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้ลงมติรับหลักการของทั้ง 3 ร่าง ได้รับการรับรองจากคณะรัฐมนตรี และผ่านการพิจารณาในวาระที่ 1 ของสภาผู้แทนราษฎร รอนำเข้าพิจารณาในวาระที่ 2 และ 3 ต่อไปและจัดเตรียมความพร้อมด้านสังคม แต่เหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองได้ส่งผลถึงความชะงักของการผลักดันกฎหมายฉบับต่างๆ รวมถึงร่างพรบ.กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ พ.ศ…….

 

 

  1. การใช้สื่อของเด็ก เยาวชน และผลกระทบ (จากผลสำรวจของ We Voice , สถานการณ์ด้านสื่อเด็กที่อยู่ในแผนงานของสสย. การอ่าน ศิลปวัฒนธรรม)
  • การสำรวจทัศนคติด้านการเข้าถึงและการใช้สื่อของเด็ก/เยาวชน   เครือข่ายเสียงประชาชน (We Voice) 7พบว่า

ทุกกลุ่มต่างเห็นตรงกันว่าปัจจุบันเด็กและเยาวชนมีโอกาสเข้าถึงสื่อไม่ดีมากกว่าสื่อดี โดยภาคอีสานมีส่วนต่างระหว่าการเข้าถึงสื่อไม่ดีสูงกว่าการเข้าถึงสื่อดีมากที่สุด ส่วนภาคกลางเป็นภาคที่มีการเข้าถึงทั้งสื่อดีและไม่ดีสูงกว่าทุกภาค โดยระดับปริญญาตรีมีโอกาสเข้าถึงสื่อดีมากและเข้าถึงสื่อไม่ดีน้อยกว่าระดับอื่น ขณะที่ระดับประถมศึกษามีโอกาสเข้าถึงสื่อดีน้อยที่สุดแต่เข้าถึงสื่อไม่ดีมากที่สุดจึงเป็นกลุ่มทีมีความเสี่ยงมากทีสุด

อุปสรรคสำคัญที่สุด 3 อันดับแรกที่ทำให้เด็ก/เยาวชนไม่ได้นำสื่อไปใช้ให้เกิดประโยชน์ คือ พ่อแม่ไม่ส่งเสริม รองลงมาคือตัวเด็กเองไม่สนใจ และขาดการส่งเสริมจากภาครัฐ/ท้องถิ่น ตามลำดับ

 

 

– กลุ่มตัวอย่างทุกกลุ่มเห็นตรงกันว่าพ่อแม่มีบทบาทมากที่สุดในเรื่องการใช้สื่อของเด็กและเยาวชน โดยบทบาทของพ่อแม่จะลดลงเรื่อยๆ สวนทางกับอายุของเด็ก/เยาวชน ทั้งเด็ก/เยาวชนและครูต่างเห็นตรงกันว่า ดารา/นักร้อง/นักแสดงเป็นผู้ที่มีบทบาทมากกว่าครู แต่ผู้ปกครองยังคงคิดว่าครูมีบทบาทมากกว่า ซึ่งช่องว่างดังกล่าวทำให้ผู้ปกครองไปฝากความหวังไว้กับครูว่าจะมีบทบาทในการดูแลเรื่องการใช้สื่อของเด็กและเยาวชนแทนตนได้ ในขณะที่เด็กและเยาวชนเห็นว่าสื่อมวลชนเป็นผู้ที่มีบทบาทในการใช้สื่อของพวกเขามากกว่าครูเกือบเท่าตัว

คอมพิวเตอร์/อินเทอร์เน็ตเป็นสื่อที่เข้าถึงเด็กและเยาวชนได้มากที่สุดโดยมีสัดส่วนในการเข้าถึงทีโดดเด่นเกือบเท่ากับสื่ออื่นๆ ที่เหลือทั้งหมดรวมกัน ยกเว้นกลุ่มเด็กเล็กเท่านั้น ทีสื่อทีวี/เคเบิลทีวีสามารถเข้าถึงได้มากกว่าเล็กน้อย คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตสามารถเข้าถึงกลุ่มเด็กประถมและมัธยมได้มากกว่ากลุ่มปริญญาตรี โดยเข้าถึงกลุ่มมัธยมปลายได้มากที่สุด

 

 

–  สื่อประเภทที่ต้องใช้การอ่านเป็นหลัก เช่น หนังสือการ์ตูน/นิยาย นิตยสาร หนังสือพิมพ์ และวารสารนั้นแม้จะเป็นสื่อดีที่คนนึกถึงสูงแต่สามารถเข้าถึงเด็กและเยาวชนในปัจจุบันได้น้อยมาก โดยมีปริมาณการเข้าถึงรวมกันไม่ถึงร้อยละ 10

  • แนวโน้มเด็กยุคใหม่ใช้เวลากับสื่อมากขึ้น จากการสำรวจสภาวการณ์เด็กและเยาวชนในรอบปี 2554-2555 โครงการ Child Watchในด้านสภาวการณ์เด็กกับสื่อ โดยจากข้อมูล สภาวการณ์เด็กและเยาวชนในปี 2555 ที่ผ่านมาพบว่า เด็กเยาวชนตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาถึงอุดมศึกษากว่าร้อยละ 91 มีโทรศัพท์มือถือ โดยเพิ่มสูงขึ้นจากร้อยละ 85 ในปี 2552 โดยเมื่อทำการวิเคราะห์ถึงพฤติกรรม การใช้งานรูปแบบต่างๆ แล้ว พบว่าเด็กใช้เวลาคุยโทรศัพท์ หรือแชทผ่านโปรแกรม Line WhatsApp BBmessenger Facebook เฉลี่ยวันละ 166 นาที หรือวันละ 2 ชั่วโมง 40 น า ที แ ล ะ ยัง พ บ อีก ว่าโทรศัพท์มือถือของมีเด็กไทย เฉลี่ยถึงร้อยละ 70 สามารถ เข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ อีกทั้งในปัจจุบันมีเด็กถึงร้อยละ 58 ที่มี คอมพิวเตอร์และอีกร้อยละ 14 ที่มีแท๊บเล็ต/ipad/galaxy tabของตนเอง ส่งผลให้ในปัจจุบันเด็กไทยสามารถเข้าถึงสื่ออินเทอร์เน็ตได้ง่ายยิ่งขึ้น และถือเป็นปัจจัยหนุนเสริมพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของเด็กให้เพิ่มสูงขึ้น โดยพบว่าเด็กในปัจจุบันใช้เวลาเล่นอินเทอร์เน็ตต่อวันเฉลี่ยสูงถึง 198 นาที หรือวันละกว่า 3 ชั่วโมง โดยเพิ่มสูงขึ้นจาก 134 นาที ในปี 2552

นอกจากนี้ในส่วนของสื่อโทรทัศน์นั้นพบว่าเด็กใช้เวลาไปกับสื่อโทรทัศน์เฉลี่ยวันละ 177 นาที หรือเกือบวันละ 3 ชั่วโมง เพิ่มขึ้นจาก 166 นาทีในปี 2552 โดยเมื่อพิจารณาจากข้อมูลเหล่านี้ ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงการใช้เวลาของเด็กที่ใช้ไปกับสื่อซึ่งสูงถึง 8 -9 ชั่วโมงใน 1 วัน ซึ่งอาจเทียบได้กับ เวลาครึ่งชีวิตยามตื่นของเด็กไทย โดยในระยะยาวอาจส่งผลต่อเวลาในการพักผ่อนที่ลดลง และส่งผลกระทบต่อเวลาในการเรียนรู้ของเด็กให้ต้องด้อยประสิทธิภาพลงไป ข้อมูลสภาวการณ์ที่พบว่าเด็กที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยมากกว่า 2.5 จะเวลากับสื่อสมัยใหม่เหล่านี้น้อยกว่าเด็กที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยน้อยกว่า 2.5 ซึ่งอาจสันนิษฐานได้ว่าสื่อสมัยใหม่เหล่านี้อาจเป็นปัจจัยสาเหตุหนึ่งที่ส่งผลต่อพัฒนาการทางการเรียนรู้ของเด็กไทย 8

 

  • เด็กถึงร้อยละ 29 ยอมรับว่าเคยถูกคุกคามทางเพศจากคนแปลกหน้าที่รู้จักผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ ผลการสำรวจ “หนึ่งวันในชีวิตเด็กไทย” จากการสำรวจเยาวชนในระดับการศึกษามัธยมต้น มัธยมปลาย อาชีวศึกษาและอุดมศึกษา จำนวน 2,800 คน จาก 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ ระหว่างเดือนธันวาคม 2555-มกราคม 2556 พบว่าปัจจุบันเด็กไทยถึงร้อยละ 76 ใช้เวลากับเครือข่ายสังคมออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ค ไลน์ วอทส์แอพ บ่อยเป็นประจำ เด็กร้อยละ 51 เช็คข้อความทางโทรศัพท์หรือเครือข่ายสังคมออนไลน์ทันทีที่ตื่นนอน และอีกร้อยละ 40 คุยโทรศัพท์หรือเล่นแชทในเครือข่ายสังคมออนไลน์เป็นสิ่งสุดท้ายก่อนนอน 9
  • ปัจจุบันเด็กไทยต้องแสวงหาความรู้เรื่องเพศศึกษาเองจากกลุ่มเพื่อน เว็บไซต์ หรือสื่อลามกชนิดต่างๆ ซึ่งมักชักนำไปสู่ความเข้าใจและค่านิยมผิดๆ จากข้อมูลสภาวการณ์เด็กและเยาวชนใน ปี 2555 ที่ผ่านมาพบว่า เด็กไทยเฉลี่ยกว่าร้อยละ 40 ดูสื่อลามกเป็นครั้งคราวถึงประจำ อาทิ การ์ตูนโป๊ นิตยสาร/แมกกาซีนโป๊ หนังโป๊ เว็บโป๊ ฯลฯ และยังพบอีกว่าระดับการศึกษาและช่วงวัยของเด็กนี้เองมีความสัมพันธ์ต่อการเสพสื่อลามกของเด็ก โดยในระดับประถมศึกษานั้นจะเข้าถึงสื่อลามกประเภทการ์ตูนโป๊ได้ง่ายที่สุด ขณะที่นิตยสาร/แมกกาซีนโป๊ หนังโป๊ เว็บโป๊ การเสพสื่อลามกเหล่านี้จะเพิ่มขึ้นตามระดับการศึกษาที่สูงขึ้นของเด็กและด้วยความสัมพันธ์เชิงปัจจัยดังกล่าวย่อมสะท้อนให้เห็นว่าเด ็กในช่วงวัยที่ก้าวเข้าสู่วัยรุ่น และวัยรุ่นซึ่งเป็นวัยหัวเลี้ยวหัวต่อนี้เองเป็นช่วงวัยที่ตัวเด็กเองได้ให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องเพศอยู่ไม่น้อย 8

 

 

  • ปรากฏการณ์ “เด็กติดเกม”ที่พบว่ามีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นสิ่งที่น่าจับตามากเป็นพิเศษถึงผลกระทบของสื่อและเทคโนโลยีต่อเด็ก โดยเด็กที่ระบุว่าตนเล่นเกมคอมพิวเตอร์หรือเกมออนไลน์เป็นประจำเพิ่มขึ้นจาก ร้อยละ 20.12 ในปี 2550 เป็นร้อยละ 26.79 ปี 2552 โดยใช้เวลาเฉลี่ยต่อวันอย่างน้อย 2 ชั่วโมง โดยปรากฏการณ์ดังกล่าว ยังสอดคล้องไปกับการเพิ่มขึ้นของจำนวนร้านเกมจาก 16,077 แห่ง ในปี 2550 เป็น 25,398 แห่ง ในปี 2552 10
  • สื่อวิทยุลดบทบาท ทั้งๆที่ความจริงเป็นสื่อที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับเด็ก เพราะจะไปกระตุ้นพัฒนาการทางความคิด รวมทั้งส่งเสริมจินตนาการได้ดีกว่าสื่ออื่นๆที่อาศัยการฟังและการดู ซึ่งจากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ การรับสื่อวิทยุในรอบ 20 ปี พบว่า เด็กวัย 6-14 ปีเป็นกลุ่มที่รับฟังสื่อวิทยุน้อยที่สุด โดยลดลงจากร้อยละ 41.9 ในปีพ.ศ.2532 เหลือเพียงร้อยละ 12.7 ในปี พ.ศ.2551 เหตุผลสำคัญ เพราะสถานีวิทยุจำนวนและสัดส่วนเวลาสำหรับรายการเด็กน้อยลง มีเพียงร้อยละ 1.45 เท่านั้น ทั้งนี้ยังพบ ผู้ผลิตรายการวิทยุสำหรับเด็ก แม้มีความปรารถนาดีต้องการผลิตรายการเพื่อเด็ก แต่ผู้ผลิตอีกมากที่ยังไม่เข้าใจศาสตร์และศิลป์ของการจัดรายการวิทยุสำหรับเด็กมากนัก เช่น ตามหลักของการออกแบบรายการวิทยุประกอบกับทฤษฎีจิตวิทยาพัฒนาการเด็กแล้ว เด็กแต่ละช่วงวัยล้วนมีความคิด ความต้องการ ความสนใจที่แตกต่างกัน โดยจะเหมารวมว่า เด็กทั้งหมดเหมือนกัน  ดังนั้นทำให้รายการวิทยุ ที่มุ่งผลิตเพื่อเด็ก แต่กลับเป็นรายการที่เด็กไม่ฟัง 11
  • สถิติการอ่านหนังสือของเด็กไทย ในปี 2554 เพิ่มขึ้นจากปี 2551 จากการสำรวจการอ่านหนังสือของประชากรพ.ศ.2554 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติที่เก็บรวบรวมข้อมูลในระหว่างเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน พ.ศ. 2554 จากจำนวนครัวเรือนตัวอย่างประมาณ 53,000 ครัวเรือน ผลการสำรวจสรุปได้ดังนี้  12

1. เด็กเล็ก (อายุต่ำกว่า 6 ปี)

–   เด็กเล็กมีอัตราการอ่านหนังสือร้อยละ 53.5 ซึ่งมีอัตราการอ่านสูงกว่าปี 2551 (ร้อยละ 36)

–   เด็กผู้หญิง (ร้อยละ 54.3) มีอัตราการอ่านหนังสือสูงกว่าเด็กผู้ชายเล็กน้อย (ร้อยละ 52.7)

–   เด็กเล็กในเขตเทศบาลมีอัตราการอ่านหนังสือ(ร้อยละ59.2) สูงกว่านอกเขตเทศบาล(ร้อยละ 50.6)

–   เด็กเล็กในกรุงเทพมหานครมีอัตราการอ่านหนังสือสูงสุด (ร้อยละ 63) และภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอัตราการอ่านหนังสือต่ำสุด (ร้อยละ 49.1)

–   เด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี ที่อ่านหนังสือนอกเวลาเรียน สัปดาห์ละ 2-3 วัน และ 4-6 วัน เพิ่มขึ้นจากปี 2551

–  เวลาที่เด็กไทยใช้อ่านหนังสือนอกเวลาเรียน 26 นาทีต่อวัน

 

 

2.  2. คนไทยอายุ 6 ปีขึ้นไป

–   คนไทยอายุ 6 ปีขึ้นไปมีอัตราการอ่านหนังสือร้อยละ 68.6 ซึ่งมีอัตราการอ่านสูงกว่าปี 2551 เพียงเล็กน้อย ทั้งผู้ชายและผู้หญิง โดยผู้ชายมีอัตราการอ่านหนังสือสูงกว่าผู้หญิงเล็กน้อย (ร้อยละ 68.8 และ 68.4 ตามลำดับ)

–     ในเขตเทศบาลมีอัตราการอ่านหนังสือสูงกว่านอกเขตเทศบาล (ร้อยละ 77.2 และ 64.1 ตามลำดับ)

–   กรุงเทพมหานครมีอัตราการอ่านหนังสือสูงที่สุด (ร้อยละ 84.2) และภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอัตราการอ่านหนังสือต่ำสุด (ร้อยละ 63)

–   ค่าเฉลี่ยที่ใช้อ่านหนังสือนอกเวลาเรียน / นอกเวลาทำงาน 35 นาทีต่อวัน ซึ่งลดลงจากปี 2551 (เฉลี่ย 39 นาทีต่อวัน) โดยกลุ่มเด็กและเยาวชนใช้เวลาอ่านหนังสือเฉลี่ย 39-43 นาที

  • ข้อมูลบ่งชี้ว่าแม่ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการอ่านหนังสือให้ลูกฟัง กิจกรรมที่แม่ทำกับลูกมากที่สุดในยามว่าง คือ ดูโทรทัศน์/ดูภาพยนตร์ซึ่งมากกว่าการอ่านหนังสือ  ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนชาวกรุงเทพฯ โดยเครือข่ายเสียงประชาชน (We Voice) เรื่อง “แม่กับการอ่านสร้างเสริมศักยภาพลูก เนื่องในวันแม่แห่งชาติ” พบว่า กิจกรรมที่แม่ทำร่วมกับลูกมากที่สุดในยามว่างคือ ดูโทรทัศน์/ ดูภาพยนตร์ (ร้อยละ 55.8) รองลงมาคือ ไปสนามเด็กเล่น/ ออกกำลังกาย/ เล่นกีฬา (ร้อยละ 39.3) ไปช้อปปิ้ง/ เดินห้าง (ร้อยละ ๓๕.๔) และอ่านหนังสือ/ นิทาน/ การ์ตูน (ร้อยละ 31.5)  เมื่อถามว่าเคยพาลูกไปเลือกซื้อหนังสือด้วยกันหรือไม่ พบว่ามีแม่ถึงร้อยละ 68.7 ที่ระบุว่าไม่เคยพาลูกไปซื้อหนังสือ  มีเพียงร้อยละ 31.3 เท่านั้น ดังนั้นสังคมปัจจุบันต้องผลิตหรือมีสื่อดีๆ สำหรับเด็กเล็กให้มากขึ้นและการรณรงค์การอ่านยังมีความสำคัญที่จะต้องทำอย่างต่อเนื่อง 13

 

 

  1. การเท่าทันสื่อ ในด้านทุนและการตลาดของสื่อต่อการบริโภค ด้านการเมืองและความรุนแรง
  • การเท่าทันสื่อ ในด้านทุนและการตลาดของสื่อต่อการบริโภค

o   สื่อเป็นธุรกิจในระบบทุนนิยมที่เชื่อมโยงกับธุรกิจโฆษณา    เมื่อเทคโนโลยีการสื่อสารเปลี่ยนแปลงไป สื่อที่มีทั้งภาพและเสียงเป็นที่น่าสนใจกว่าสื่อมิติเดียวและเกิดการจดจำได้ง่าย สื่อโทรทัศน์เป็นสื่อเก่าที่ประชาชนรับชมมากที่สุดจึงมีค่าโฆษณาแพงที่สุด ปีพ.ศ. 2555 มีการใช้จ่ายค่าโฆษณาในสื่อทุกประเภทกว่า 1 แสนล้านบาท สื่อโทรทัศน์ครอบครองส่วนแบ่งการตลาดมากกว่าร้อยละ 60  สื่อออนไลน์ที่รวดเร็วกว่าไม่ถูกจำกัดโดยเวลา สถานที่ และโลกาภิวัตน์ได้มากกว่า กำลังมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้ากลุ่มคนที่เติบโตในยุคสื่อออนไลน์จะกลายเป็นคนส่วนใหญ่ เม็ดเงินโฆษณาในสื่อออนไลน์ก็จะเติบโตตามไปด้วย

การพึ่งพิงโฆษณาทำให้เมื่อเกิดกรณีบริษัทธุรกิจสร้างผลกระทบต่อสังคม สื่อมักไม่สามารถทำหน้าที่รักษาผลประโยชน์สาธารณะได้อย่างเต็มที่ โดยเสนอข่าวแบบผิวเผิน หลีกเลี่ยง หรือถึงขั้นบิดเบือนช่วยแก้ภาพลักษณ์ของบริษัทที่เป็นสปอนเซอร์ เช่นกรณีบริษัทน้ำมันทำน้ำมันรั่วลงในทะเล  ความขัดแย้งเรื่องสัมปทานการขุดเจาะแก๊สและน้ำมัน  ในด้านการให้ความรู้เรื่องการบริโภคขนมและน้ำตาลก็ไม่อาจทำได้อย่างเข้มแข็งในสื่อธุรกิจ  เมื่อธุรกิจขนม และเครื่องดื่ม เป็นสปอนเซอร์รายใหญ่  การบริโภคนมมากเกินไปมีผลเสียต่อสุขภาพอย่างไรไม่ถูกนำเสนออย่างสมดุลกับการโฆษณาขายผลิตภัณฑ์นมต่างๆ 1

 

ที่มา : เว็บไซด์สมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย  Thailand Media Spending

o   ผู้บริโภคจะถูกล้อมกรอบด้วยโฆษณาไม่ว่าจะรับสื่อใด ทั้งโฆษณาสินค้า บริการ รวมทั้งโฆษณาละคร ดนตรี เพลง กีฬา และการควบคุมตรวจสอบจะทำได้ยากขึ้นเพราะมีมากมายมหาศาล แม้ว่าภูมิทัศน์ของสื่อจะเปลี่ยนแปลงไป ผู้บริโภคจึงต้องมีวิจารณญาณอย่างยิ่ง เพื่อไม่ถูกครอบงำหรือถูกหลอกลวงโดยโฆษณา นอกจากโฆษณาอาจไม่มีความจริงอยู่เลยหรือโฆษณาเกินจริง โฆษณายังแฝงความเชื่อ ค่านิยม ที่เข้ามาหาเราทุกครั้งที่เปิดรับสื่อ ตอกย้ำซ้ำๆ จนอาจคิดว่านี่เป็นสิ่งที่สังคมยอมรับเป็นมาตรฐานของสังคม เช่น สีผิวต้องขาว ต้องผอม รักแร้ต้องขาว ความงามเป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จในชีวิต  การแต่งตัวนุ่งสั้นทำได้ในทุกสถานที่  เพลงไทยต้องร้องแบบนักร้องค่ายดังที่ออกเสียงแบบภาษาฝรั่ง ปลูกพืชต้องใช้ปุ๋ย และสารเคมีที่ไม่รู้ว่าคืออะไร มีผลกระทบอย่างไร  บัตรเครดิตสามารถแก้ปัญหาความต้องการได้  สามารถฝากท้องกับอาหารสำเร็จรูปที่ร้านสะดวกซื้อได้ทั้งสามมื้อ ขนมที่น่ารับประทานคือขนมซองที่โฆษณาทำให้เด็กมีปัญหาโรคอ้วน และการบริโภคขนมซองที่มีแต่แป้ง เกลือ ผงปรุงรสมากเกินไปกลายเป็นปัญหาระดับชาติ 1

 

 

o   สื่อส่งผลต่อค่านิยมการทำศัลยกรรมและใช้ยาลดความอ้วนในเด็ก จากการสำรวจพบว่ามีเด็กร้อยละ 32.5 มีความคิดจะทำศัลยกรรมเสริมความงาม และใช้ยาลดความอ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็กระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษาที่มีค่านิยมดังกล่าวถึงร้อยละ 34 และ 40 ตามลำดับ สาเหตุของการมีค่านิยมการเสริมความงามโดยการทำศัลยกรรมของคนไทยประการหนึ่ง เกิดขึ้นจากการรับวัฒนธรรมและการบริโภคสื่อจากประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศเกาหลีใต้ ที่มีศิลปินดาราที่มีชื่อเสียงหลายต่อหลายคนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่มักเป็นคนที่มีบุคลิกรูปร่างหน้าตาดี และยอมรับว่าเคยผ่านการศัลยกรรมอย่างเปิดเผย โดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่นยุคใหม่ที่ให้คุณค่ากับบุคลิกรูปร่างหน้าตามาก่อน จากข้อมูลการสำรวจพบว่ามีเด็กที่พอใจในรูปร่างหน้าตาและภาพลักษณ์ของตนเองในระดับมากอยู่เพียงร้อยละ 39.4  8

  • การเท่าทันสื่อ ในด้านการเมือง

o   สื่อเป็นเครื่องมือทางการเมืองสร้างความเกลียดชัง ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง สถานการณ์การสื่อสารในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ และ โทรทัศน์ รวมทั้งสื่อออนไลน์จำนวนมากมีวัตถุประสงค์ในการเผยแพร่ความคิดเห็นตามแนวคิดของตนเองอย่างชัดแจ้ง รวมทั้งผลิตสื่อเพื่อการตอบโต้ฝ่ายที่ตนไม่เห็นด้วย หรือใช้สื่อเพื่อการเคลื่อนไหวทางการเมือง ผู้บริโภคจึงต้องตระหนักว่าสื่อไม่ได้นำเสนอข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา และบ้างถึงกับบิดเบือนข้อเท็จจริง หรือจงใจนำเสนอข้อมูลของบางฝ่าย โดยเฉพาะในสื่อออนไลน์ที่ยากแก่การควบคุม มีความเท็จ ความก้าวร้าว หยาบคาย และข้อความที่แสดงความเกลียดชัง (hate speech) จำนวนมาก บางเว็บไซด์มีลักษณะข่มขู่ คุกคาม ฝ่ายตรงข้าม กรณีศึกษาที่เห็นได้ชัดคือ กรณีความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ความขัดแย้งทางการเมืองในสถานการณ์ปัจจุบัน ที่ปรากฏการให้ข้อมูลที่มีแนวทางต่างกันตามจุดยืนของแต่ละกลุ่มในสื่อทุกประเภท 1

  • การเท่าทันสื่อในด้านความรุนแรง

o   ผลการวิจัยเรื่องจริยธรรมในวิชาชีพสื่อมวลชน พบว่าประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าสื่อมักใช้อินเทอร์เน็ตในการนำเสนอความคิดส่วนตัวมากเกินไป ข้อมูลเกินความเป็นจริงเพื่อสร้างความสนใจ รวมทั้งนำเสนอภาพลามกอนาจาร ความรุนแรงมากกว่าสื่ออื่น ขาดการกลั่นกรองข้อเท็จจริงและตรวจสอบแหล่งที่มา เป็นช่องทางในการนำเสนอข้อมูลโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับผู้อื่นหรือสังคม อย่างไรก็ตามประชาชนมีความเห็นในเชิงบวกว่าสื่อมักนำเสนอข้อมูลเพื่อประโยชน์สาธารณะ รักษาสมดุลหรือประนีประนอมระหว่างประโยชน์ของเจ้าของสื่อและความเป็นวิชาชีพของตนได้ และมักช่วยปกป้องสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะกลุ่มเด็ก สตรีและผู้ด้อยโอกาส14

 

  1. จริยธรรมสื่อ การกำกับดูแลสื่อ (การกำกับดูแลตัวเองของสภาวิชาชีพ และการกำกับดูแลโดย กสทช.)
  • ผลการวิจัยเรื่องจริยธรรมในวิชาชีพสื่อมวลชน พบว่าสื่อมีปัญหาจริยธรรมมากขึ้น ขณะเดียวกันสื่อมวลชนเองก็พยายามที่จะพัฒนาจริยธรรมของตนเอง การมีองค์กรสื่อเพิ่มขึ้นจำนวนมากนำไปสู่ปัญหาจากผู้ประกอบการและผู้ปฏิบัติ การละเมิดจริยธรรมของสื่อมีสาเหตุจากการไม่มีเกณฑ์ด้านจริยธรรมที่ชัดเจน การดำเนินธุรกิจสื่อแบบทุนนิยม และการบิดเบือนข้อเท็จจริง กรณีสื่อที่เป็นสมาชิกสมาคมวิชาชีพก็มักไม่อาจควบคุมกันเองได้ กระบวนการตรวจสอบมักไม่ค่อยเคร่งครัดนัก ยังมีระบบพรรคพวก ระบบอุปถัมภ์ และความเกรงใจระหว่างสื่อด้วยกัน กฎหมายไม่มีมาตรการบังคับ นอกจากนี้ยังเห็นต่างกันเรื่องความจำเป็นในการเข้าเป็นสมาชกสมาคมวิชาชีพสื่อ สื่อมวลชนส่วนใหญ่ต้องการใช้มาตรการควบคุมตนเองเพราะย่อมเข้าใจธรรมชาติของสื่อด้วยกัน และควรปราศจากการแทรกแซงของภาครัฐ และควรมีจริยธรรมแยกตามแขนงวิชาชีพและประเภทของสื่อ ปัจจัยที่อาจเป็นปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติตามจริยธรรมของสื่อมวลชน คือ เจ้าของทุน ซึ่งรวมถึงธุรกิจและผู้ปฏิบัติ ด้านการเมือง ด้านภาครัฐ และด้านภาคประชาชน ส่วนมาตรการป้องกันและลงโทษการฝ่าฝืนจริยธรรม/จรรยาบรรณในวิชาชีพสื่อมวลชนควรให้หน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา ภาคประชาสังคม ชุมชนและผู้บริโภคสื่อร่วมกันทำหน้าที่ตรวจสอบ และมีมาตรการลงโทษผู้ฝ่าฝืนด้วยความเข้มแข็ง ไม่ประนีประนอม รวมถึงการใช้กลไกทางสังคมเพื่อแสดงให้เห็นถึงการไม่ยอมรับการกระทำผิดของสื่อ 14
  • (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์การกำกับดูแลเนื้อหารายการในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. …. คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) ภายใต้ความรับผิดชอบของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ได้ให้ความเห็นชอบ (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์การกำกับดูแลเนื้อหารายการในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. …. เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2556 ประกาศฉบับนี้เป็นการใช้อำนาจตามมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 ที่บัญญัติว่า “ห้ามมิให้ออกอากาศรายการที่มีเนื้อหาสาระที่ก่อให้เกิดการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือมีการกระทำซึ่งเข้าลักษณะลามกอนาจาร หรือมีผลกระทบต่อการให้เกิดความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง” ร่างประกาศดังกล่าวถูกวิพากษ์จากองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนและภาคประชาชนสังคมว่า กสทช. กำลังทำตัวเป็น กบว. ถือเป็นการคุกคามเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของสื่อมวลชน

แม้ว่าข้อโต้แย้งของฝ่ายไม่เห็นด้วยต่อร่างประกาศฯ จะสมเหตุผลก็ตาม ทว่าก็มีความเห็นที่สื่อให้เข้าใจผิดว่า กสทช. ไม่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการกำกับดูแลเนื้อหา เพราะข้อกฎหมายของไทยหรือหลักการสากล (เกือบทุกประเทศในโลกมีการกำกับดูแลเนื้อหาโดยภาครัฐ แม้จะมีความแตกต่างกันในเรื่องเนื้อหาและวิธีการกำกับดูแล) องค์กรกำกับดูแลอย่าง กสทช. มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลเนื้อหาบางประเภทเพื่อปกป้องประโยชน์สาธารณะและคุ้มครองสังคม เช่น การคุ้มครองเด็กและเยาวชนจากภาพลามกอนาจาร หรือการคุ้มครองผู้บริโภคจากโฆษณาหลอกลวง ฯลฯ ด้วยเหตุนี้ คำถามสำคัญจึงน่าจะอยู่ที่อะไรคือเนื้อหาที่ควรกำกับดูแลและวิธีการกำกับดูแลควรเป็นอย่างไร ที่ด้านหนึ่งช่วยปกป้องประโยชน์สาธารณะ ในขณะเดียวกันก็ไม่เป็นการคุกคามสิทธิเสรีภาพของสื่อและผู้ชมผู้ฟังในการเข้าถึงเนื้อหาบางประเภท 15

  • การกำกับตัวเองขององค์กรวิชาชีพสื่อ การร่วมลงนามประกาศเจตนารมณ์ของ 11 องค์กรวิชาชีพในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ในการกำกับดูแลกันเอง เจตนารมณ์ดังกล่าว ระบุองค์กรวิชาชีพเห็นสมควรให้มีข้อตกลงร่วมกัน เพื่อส่งเสริมเสรีภาพ ความรับผิดชอบ ยกระดับผู้ประกอบวิชาชีพฯ ในการนำเสนอข่าวสารและแสดงความเห็นและสนับสนุนสิทธิในการจัดตั้งองค์กรเพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพและความเป็นธรรม รวมทั้งสนับสนุนการมีกลไกกำกับดูแลกันเองขององค์กรวิชาชีพ ที่มีประสิทธิภาพและเป็นที่ยอมรับในการปฏิบัติและยึดถือร่วมกัน ส่งเสริมสนับสนุนสิทธิการรับรู้ข่าวสารที่มีประโยชน์และมีประสิทธิภาพสูงสุด ตลอดจนการแสดงความคิดเห็นประชาชนในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

 

หลักฐาน/ข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อบ่งชี้

  1. คู่มืออบรมรู้เท่าทันสื่อ ฉบับนักจัดกระบวนการเรียนรู้ (Change Agent ) คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
  2. งานวิจัยข้อมูลอินเทอร์เน็ต : Internet Information Research (IIR) หน่วยปฏิบัติการวิจัยเทคโนโลยีเครือข่าย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ  http://internet.nectec.or.th/webstats/internetuser.iir?Sec=internetuser
  3. สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ http://bcp.nbtc.go.th/knowledge/detail/337
  4. ภูมิทัศน์สื่อ และการหลอมรวมสื่อ (media convergence) สฤณี อาชวานันทกุล

http://www.slideshare.net/sarinee/thai-media-landscape-and-media-convergence

  1. รายงานผลการสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยปี 2556 สพธอhttp://www.etda.or.th/internetuserprofile2013/TH_InternetUserProfile2013.pdf
  2. ประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์การจัดทำผังรายการสำหรับการให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๖
  3. รายงานผลสำรวจ โครงการ “ผลกระทบของสื่ออต่อสุขภาวะของเด็กและเยาวชน”เครือข่ายเสียงประชาชน (We Voice)
  4. การสำรวจสภาวการณ์เด็กและเยาวชนในรอบปี 2554-2555 โครงการ Child Watch สถาบันรามจิตติ

http://www.childwatchthai.org/pdf/news/cw_summary_2554_2555.pdf

  1. ผลการสำรวจ “หนึ่งวันในชีวิตเด็กไทย” สถาบันรามจิตติ

http://www.ramajitti.com/news_details.php?pageP=TVE9PQ==&page=TVE9PQ==

  1. สถาบันรามจิตติ  http://www.childwatchthai.org/issues.php
  2. ผลการวิจัยเกี่ยวกับวิทยุเพื่อเด็กและเยาวชนของ สสดย.  อาจารย์มรรยาท อัครจันทโชติ   สมาคมวิทยุและสื่อเพื่อเด็กและเยาวชน (สสดย.)
  3. การสำรวจการอ่านหนังสือของประชากรพ.ศ.2554 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ
  4. ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนชาวกรุงเทพฯ เรื่อง “แม่กับการอ่านสร้างเสริมศักยภาพลูก เนื่องในวันแม่แห่งชาติ” เครือข่ายเสียงประชาชน (We Voice)
  5. การวิจัยเรื่องจริยธรรมในวิชาชีพสื่อมวลชน , ผศ. พ.ต.ท.หญิง ดร.ศิริวรรณ อนันต์โท สาขานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และคณะ
  6. “ข้อเสนอในการกำกับดูแล “เนื้อหาต้องห้าม” โดยรัฐ: การสร้างสมดุลระหว่าง “เสรีภาพสื่อ” และ “การคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ”  วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง, โครงการติดตามนโยบายสื่อและโทรคมนาคม (NBTC Policy Watch)

http://nbtcpolicywatch.org/press_detail.php?i=1158