ช่อง3 ไม่ออกอากาศคู่ขนาน เป็นตัวถ่วงทีวีดิจิตอลจริงหรือ?

ที่มา: ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี, ไทยรัฐออนไลน์ วันที่ 5 ก.ย. 2557

 

 

เรื่องราวในแวดวงสื่อมวลชนที่กำลังได้รับความสนใจและพูดถึงในโลก Social Media วันนี้ จะเป็นเรื่องอื่นไปไม่ได้ นอกจากกรณีที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่กำหนดขึ้น ซึ่งจะมีผลกระทบต่อสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ในระบบอนาล็อก ซึ่งเป็นสถานีโทรทัศน์ช่องเดียวในระบบเดิมที่ยังไม่มีการออกอากาศคู่ขนานในระบบดิจิตอล

หลักเกณฑ์ที่กำลังพูดถึงกันมากในขณะนี้ ก็คือ ประกาศ กสทช.เรื่อง “หลักเกณฑ์การเผยแพร่กิจการโทรทัศน์ที่ให้บริการเป็นการทั่วไป” (Must Carry) ลงวันที่ 23 ก.ค.2555 ที่กำหนดให้ผู้ให้บริการโครงข่ายทุกประเภททั้งแบบบอกรับสมาชิก (เคเบิลทีวี) และแบบผ่านดาวเทียม ต้องให้ประชาชนสามารถชมรายการของสถานีโทรทัศน์แบบฟรีทีวีในระบบดิจิตอลที่ได้รับใบอนุญาตจาก กสทช.ครบทั้ง 36 ช่อง (12 ช่องบริการสาธารณะ/24 ช่องธุรกิจ)

ซึ่งหลักเกณฑ์ดังกล่าวนี้ ไม่รวมถึงฟรีทีวีในระบบอนาล็อกเดิม 6 ช่อง ได้แก่ ช่อง 3/5/7/9/11 และไทยพีบีเอส ซึ่ง กสทช.ได้มีมติเมื่อวันที่ 3 ก.พ.2557 ให้สิ้นสุดการเป็นโทรทัศน์ระดับชาติ ตามประกาศ กสทช.ข้างต้น ภายในระยะเวลา 30 วัน นับแต่วันที่ทีวีดิจิตอลเริ่มออกอากาศ หรือตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค.2557 เป็นต้นไป ซึ่งจะมีผลให้นำเอารายการในช่องแบบอนาล็อกเดิมมาออกอากาศบนโครงข่ายเคเบิลหรือดาวเทียมไม่ได้ เว้นแต่เป็นการออกอากาศแบบคู่ขนานในระบบดิจิตอล
ทั้งนี้ ในส่วนของช่อง 5/11 และไทยพีบีเอส ซึ่งเป็นบริการแบบสาธารณะนั้น กสทช.อนุญาตให้นำรายการที่ออกอากาศในระบบเดิมมาออกอากาศคู่ขนานในระบบดิจิตอลได้เลย ขณะที่ช่อง 7 และ 9 ซึ่งเป็นช่องบริการธุรกิจได้มีการขออนุญาตนำรายการในระบบอนาล็อกเดิมมาออกอากาศในระบบดิจิตอลภายหลังจากที่ทั้ง 2 องค์กรสามารถเป็นผู้ชนะการประมูลช่องทีวีดิจิตอลแล้ว

เหลือเพียงช่อง 3 ที่ยังไม่มีการขออนุญาตออกอากาศคู่ขนานในระบบดิจิตอล ทั้งที่เป็นผู้ชนะการประมูลโทรทัศน์ในระบบดิจิตอลถึง 3 ช่องคือ ช่องรายการเด็ก เยาวชนและครอบครัว ช่องรายการทั่วไปความคมชัดปกติ (SD) และช่องรายการทั่วไปความคมชัดสูง (HD) ซึ่งจนถึงปัจจุบัน ช่องทีวีดิจิตอลทั้ง 3 ช่องดังกล่าว ยังออกอากาศไม่เต็มรูปแบบ

แต่เนื่องจากเมื่อวันที่ 22 พ.ค. ที่ผ่านมา คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ทำการรัฐประหารและมีประกาศ คสช.ฉบับที่ 27 ลงวันที่ 24 พ.ค.2557 ให้สถานีโทรทัศน์ภาคพื้นดินและระบบอนาล็อก สามารถออกอากาศได้ตามปกติ รวมทั้งการออกอากาศผ่านทางเคเบิลและดาวเทียมด้วย ดังนั้น กสทช.จึงมีมติให้ขยายเวลาการบังคับใช้ประกาศ Must Carry ออกไปอีก 100 วันเพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของ คสช.ที่ต้องการให้ฟรีทีวีทุกระบบเป็นช่องทางในการเผยแพร่ประกาศและคำสั่ง กสทช. ซึ่งการขยายเวลาดังกล่าวสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมา

แต่พอเมื่อถึงวันสิ้นสุดการขยายเวลาดังกล่าว ช่อง 3 อนาล็อกเดิมได้อ้างประกาศ คสช.ฉบับที่ 27 เพื่อให้โครงข่ายผู้ให้บริการทีวีดาวเทียมและเคเบิลทีวียังสามารถออกกาศช่อง 3 อนาล็อกได้ต่อไป แต่ล่าสุด กสทช.ได้มีหนังสือไปหารือ คสช.และ คสช.ได้ตอบมาแล้ว ว่า การจัดระเบียบทีวีดิจิตอลและอนาล็อกเป็นอำนาจของ กสทช. ไม่เกี่ยวกับ คสช.

เมื่อ คสช.ตอบมาอย่างนี้ กสทช. โดยคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ซึ่งเป็นกรรมการคณะย่อยของ กสทช.ที่ทำหน้าที่ดูเรื่องวิทยุและโทรทัศน์ จึงนัดประชุมชี้ขาดในวันที่ 5 ก.ย.ว่า จะดำเนินการบังคับใช้ประกาศ Must Carry กับโครงข่ายเคเบิลและดาวเทียมที่ยังคงออกอากาศช่อง 3 ในระบบอนาล็อกอย่างไร เพราะการที่ยังออกอากาศอยู่ย่อมเป็นการฝ่าฝืนประกาศของ กสทช.ดังกล่าว

หาก กสทช.เริ่มบังคับใช้หลักเกณฑ์นี้อย่างจริงจัง และโครงข่ายต่างๆ เชื่อฟัง ก็หมายความว่า ผู้ชมที่เคยชมช่อง 3 ผ่านเคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียมต่างๆ จะไม่สามารถรับชมช่อง 3 ในระบบอนาล็อกได้อีกต่อไป ส่วนผู้ชมผ่านโทรทัศน์ที่ใช้เสาอากาศแบบก้างปลาหรือหนวดกุ้งจะยังสามารถรับชมช่อง 3 อนาล็อก ได้ตามปกติไปจนถึงเวลาสิ้นสุดสัมปทานในปี 2563 ซึ่งจะมีผลให้ช่อง 3 สูญเสียฐานผู้ชมไปประมาณ 60-70%

ทั้งนี้ มีประเด็นที่เป็นคำถามกันทั่วไปว่า 1. เหตุใด กสทช.จึงมีมติให้ทีวีในระบบอนาล็อกสิ้นสุดความเป็นฟรีทีวีระดับชาติ และ 2. ทำไมช่อง 3 จึงไม่นำรายการไปออกอากาศคู่ขนานในช่องระบบดิจิตอล เช่นเดียวกับช่องอนาล็อกอื่นๆ

ในมุมของ กสทช.แล้ว มองว่า การมีมติดังกล่าว ก็เพื่อเป็นการสนับสนุนการเปลี่ยนการรับชมทีวีจากระบบอนาล็อกไปสู่ระบบดิจิตอลโดยเร็วที่สุด การที่ยังอนุญาตให้โครงข่ายเคเบิลและดาวเทียมยังสามารถออกอากาศฟรีทีวีในระบบอนาล็อกเดิมได้ต่อไป จะทำให้ประชาชนเลือกที่จะชมทีวีในระบบอนาล็อกมากกว่าที่จะเปลี่ยนมารับชมทีวีดิจิตอล

ส่วนในมุมของช่อง 3 ยืนยันว่า ที่ไม่สามารถออกอากาศคู่ขนานในระบบดิจิตอลได้นั้น เพราะบริษัทที่ประกอบกิจการช่อง 3 อนาล็อกกับดิจิตอล เป็นคนละบริษัทกัน และอาจติดปัญหาเงื่อนไขในสัญญาสัมปทานที่ทำไว้กับบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) แต่ล่าสุด อสมท ยืนยันว่า พร้อมจะเจรจาปรับเงื่อนไขได้

อย่างไรก็ตาม มีการตั้งข้อสังเกตว่า สาเหตุที่แท้จริงที่ทางช่อง 3 ยังไม่ออกอากาศคู่ขนานในระบบดิจิตอลนั้น เป็นเพราะช่อง 3 เชื่อมั่นว่า ตนเองมีฐานจำนวนผู้ชมสูงกว่าช่องอื่นๆ จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปแข่งขันกับช่องดิจิตอลอื่นๆ สู้ยอมเอากำไรบางส่วนจากช่อง 3 อนาล็อกมาอุดหนุนช่องดิจิตอล 3 ช่องที่ยังไม่ได้ลงทุนเต็มที่ไปก่อน เม็ดเงินโฆษณาที่เข้ามาตอนนี้ ก็ไม่ต้องไปแข่งกับทีวีดิจิตอลอื่นๆ

แต่หาก กสทช.ยืนยันว่า จะเดินหน้าบังคับประกาศ Must Carry อย่างจริงจัง ช่อง 3 ก็คงมีทางเลือกเพียง 2 ทาง คือ 1. ดำเนินการขออนุญาตออกอากาศคู่ขนานในระบบดิจิตอล และ 2. ไม่ออกอากาศคู่ขนาน แต่จะต้องไปขออนุญาตใหม่เพื่อเป็นสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ซึ่งจะเข้าข่ายเป็นผู้ให้บริการที่ไม่ใช้คลื่นความถี่ เพื่อให้โครงข่ายเคเบิลและดาวเทียมยังสามารถนำไปออกอากาศได้ แต่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 คือ จะมีโฆษณาได้เพียงชั่วโมงละ 6 นาที และรวมกันทั้งวันเฉลี่ยไม่เกินชั่วโมงละ 5 นาที (ขณะที่ฟรีทีวีช่องดิจิตอลทีวีอื่นๆ จะมีโฆษณาได้ชั่วโมงละ 12 นาทีครึ่ง และรวมกันทั้งวันเฉลี่ยไม่เกินชั่วโมงละ 10 นาที)

ดังนั้น สิ่งที่จะต้องจับตากันต่อไปนับจากนี้คือ กสทช.จะยืนยันบังคับใช้กฎ Must Carry หรือไม่ ถ้าไม่ ก็หมายความว่า ช่อง 3 อนาล็อก ยังสามารถไปออกอากาศได้ในทุกโครงข่าย แต่หากยืนยัน ช่อง 3 ก็คงไม่มีทางเลี่ยงอื่นนอกจากจะต้องดิ้นรนขออนุญาตออกอากาศคู่ขนานในช่องดิจิตอลที่ประมูลได้มา ซึ่งทั้ง กสทช.และ อสมท ก็พร้อมที่จะอำนวยความสะดวกในเรื่องนี้อยู่แล้ว

เว้นแต่จะมี “พลังพิเศษ” บางอย่างที่ทำให้ กสทช.มีมติไม่บังคับใช้กฎหมายที่ตัวเองออกมากับมือ เข้าทำนอง “เขียนด้วยมือ ลบด้วยเท้า” ซึ่งกระบวนการต่อไป ก็คงนำไปสู่การฟ้องร้อง กรรมการ กสทช.เฉพาะในส่วน กสท.ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 รวมทั้งกระบวนการทางปกครองอื่นๆ ต่อไป…