สื่อกับการให้ความหมายเรื่อง “เพศ”

ปรากฎการณ์ละครทีวีซีรีส์ยอดฮิตเรื่องฮอร์โมน ที่นำเสนอเรื่องราวการใช้ชีวิตของวัยรุ่นมัธยมปลายและสอดแทรกเรื่องเพศเข้าไปด้วย ได้รับความนิยมอย่างถล่มทลาย นอกจากผู้ชมจะนั่งติดขอบจอโทรทัศน์ในเวลาที่ออกอากาศแล้ว ยังสามารถตามเข้าไปดูในเว็บไซต์ยูทูบ ซึ่งบางตอนมียอดผู้ชมถึง 3 ล้านครั้ง หรือมิวสิควิดีโอบางเพลงที่มีเนื้อหาสองแง่สามง่าม แสดงภาพความเซ็กซี่ของนักร้อง นักเต้น ก็ได้รับความนิยมดุจเดียวกัน

ปรากฏการณ์เหล่านี้แสดงว่าเรื่องเพศเป็นสิ่งปิดลับที่คนให้ความสนใจกันอย่างเปิดเผย และสื่อก็รู้ดีว่าจะ “เล่น” กับความสนใจของผู้ชมในเรื่องนี้อย่างไร เพื่อนำมาซึ่งการขายโฆษณาและสินค้าตามมา

 

ความจริงแล้วเรื่องเพศเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวคนเรามากที่สุด แต่กลับถูกพูดออกมาโดยมีอคติได้น้อยที่สุด สื่อสารมวลชนเป็นกลไกหนึ่งในสังคมที่จับเอาความสนใจใคร่รู้ในเรื่องเพศมานำเสนออย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบของข่าว ละคร มิวสิควิดีโอ และอื่น ๆ อีกมากมาย

 

หากพิจารณาถึงเนื้อหาเรื่องเพศที่สื่อนำเสนอไม่ว่าในรูปแบบใดก็ตาม อาจจัดแบ่งเนื้อหาเป็นกลุ่มได้ใน 2 ลักษณะ คือ กลุ่มแรกแสดงถึงอคติทางเพศ กลุ่มที่สองแสดงถึงความเซ็กซี่  ซึ่งเนื้อหาทั้งสองกลุ่มนี้แสดงให้เห็นถึงมายาคติเกี่ยวกับเรื่องเพศที่ไหลเวียนอยู่ในสังคมไทยได้เป็นอย่างดี

 

ในกลุ่มอคติทางเพศนั้น มีเดียมอนิเตอร์เคยศึกษาเรื่อง อคติและภาพตัวแทนในละครซิทคอม เมื่อปี 2550 และ ศึกษาเรื่องสื่อกับการผลิตซ้ำความรุนแรงและอคติทางเพศละครซิทคอมในฟรีทีวี เมื่อปี 2555 โดยเปรียบเทียบกับการศึกษาเมื่อปี 2550  พบว่า ความรุนแรงทางเพศที่พบ ส่วนใหญ่เป็นความรุนแรงทางวัฒนธรรม หรือ ความรุนแรงที่แฝงผ่านความคิด ความเชื่อ ค่านิยม ในลักษณะเหมารวม และ เป็นอคติ

 

ซิทคอมมักจะเสนอภาพตัวแทนแบบเหมารวมใน 3 กลุ่มตัวละคร คือ ตัวละครหญิง  คือ หญิงสวย หญิงเจ้าปัญหา หญิงเก่ง หญิงแสนดี หญิงกล้าแสดงออกเรื่องความรัก ตัวละครชาย คือ ชายแสนดี ชายเก่ง ชายเจ้าปัญหา ชายกะล่อนเจ้าชู้   ตัวละครชายรักเพศเดียวกัน คือ เกย์บ้าผู้ชาย เกย์ดัดจริต กรีดกราย

 

ส่วนค่านิยมที่เป็นอคติต่อเพศนั้น พบใน 5 รูปแบบ คือ 1) ผู้หญิงต้องมีคู่ครองหรือคู่รัก 2) ผู้ชายเป็นเพศที่เข้มแข็งอดทน ผู้หญิงเป็นเพศที่อ่อนหวาน 3) ผู้หญิงเป็นเพศที่ขี้งอน ไร้เหตุผล ผู้ชายต้องคอยเอาใจ 4) ชายรักเพศเดียวกันเป็นพวกแปลกประหลาด น่ารังเกียจ บ้าผู้ชาย น่าขบขัน 5) ผู้ชายต้องหล่อ หุ่นบึกบึน ผู้หญิงต้องสวย ผิวขาว ผอม บอบบาง

 

แม้การศึกษาทั้ง 2 ครั้งจะศึกษาภาพตัวแทนในรายละเอียดที่แตกต่างกัน แต่เมื่อเปรียบเทียบแล้วพบว่า ภาพรวมภาพของคนเพศต่างๆ และค่านิยมในเรื่องเพศที่พบในละครซิทคอมไทย ไม่มีการเปลี่ยนแปลง  ซิทคอมส่วนใหญ่มักกำหนดให้ผู้หญิงมีบทบาทเป็นรองผู้ชาย โดยเฉพาะอำนาจในการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ผู้หญิงต้องพึ่งพาผู้ชายโดยเฉพาะเรื่องแรงกาย ความสามารถ หรือความรัก ในกลุ่มชายรักเพศเดียวกันยังคงถูกนำเสนอในฐานะคนที่น่ารังเกียจ แปลกประหลาด น่าขบขัน และหมกมุ่นเรื่องเพศ

 

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงประการเดียวที่พบได้ในการศึกษาละครซิทคอมปี 2555 คือค่านิยมที่เปิดพื้นที่ให้ผู้หญิงสามารถแสดงออกได้มากขึ้นทั้งในเรื่องความรักและการประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน

 

สำหรับในกลุ่มที่เกี่ยวกับความเซ็กซี่นั้น มีเดียมอนิเตอร์ทำการศึกษาไว้ 2 ครั้ง คือ ปี 2554 “ประเด็นเพศในรายการวาไรตี้บันเทิงทางสถานีทีวีดาวเทียม” และ ปี 2556 “ความเซ็กซี่ในมิวสิควิดีโอเพลงไทย ป๊อป ฮิปฮอป ลูกทุ่ง(2554-2556)”  โดยหน่วยในการศึกษาทั้งสองครั้งมีความแตกต่างกัน คือทีวีดาวเทียม และสื่อออนไลน์เว็บไซต์ยูทูบ  แต่ความเหมือนกันของงานทั้งสองนี้คือ ในช่วงที่ศึกษาเป็นช่วงที่ปราศจากการควบคุมจากผู้ที่เกี่ยวข้อง  จึงเป็นพื้นที่ที่ทำให้ผู้ประกอบการนำเสนอเนื้อหาได้อย่างไม่มีการปิดกั้น

 

ทั้งนี้ ความหมายของความเซ็กซี่ (Sexy)นั้น หมายถึง  การดึงดูดหรือกระตุ้นความสนใจ ความรู้สึกทางเพศด้วยเรือนร่าง ผิวพรรณ การแต่งกายที่เปิดเผยเรือนร่าง อากัปกิริยาต่าง ๆ เช่น การจัดวางท่วงท่า น้ำเสียง สายตา รอยยิ้ม ฯลฯ เพื่อดึงดูดให้เกิดความสนใจ ความรู้สึก จินตนาการ ความใคร่ หรือความต้องการทางเพศ  ปรากฏว่าสื่อดังที่กล่าวมาข้างต้น นำเสนอคุณลักษณะความเซ็กซี่ครบทุกประการที่กล่าวมา

 

ยิ่งไปกว่านั้นรายการวาไรตี้บันเทิงในสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม ยังเสนอถึงความสัมพันธ์ทางเพศแบบฉาบฉวย  ล่วงละเมิดทางเพศทั้งทางกายและวาจา มีการใช้คำพูดดูหมิ่นผู้หญิง  ในเรื่องของเพศสรีระนั้นก็ล้วนแต่นำเสนอเพื่อตอบสนองความพึงพอใจให้เพศตรงข้าม

 

ส่วนในมิวสิควิดีโอจะเห็นได้ชัดว่าเพศหญิงถูกนำเสนอในลักษณะเป็นวัตถุทางเพศมากที่สุด โดยการใช้มุมกล้องและเทคนิคภาพ ที่ส่วนใหญ่เน้นให้เห็นเรือนร่าง สัดส่วนโค้งเว้าของตัวละคร นักร้อง แดนเซอร์ และ ตัวประกอบ ที่สวมใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้น  และนำเสนอพฤติกรรมการแสดงออกเรื่องเพศในแบบยั่วยวนมากที่สุด

 

จากตัวอย่างงานศึกษาที่กล่าวมา ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์สื่อละครซิทคอม มิวสิควิดีโอ หรือรายการวาไรตี้ล้วนแล้วแต่ยืนยันให้เห็นว่า เรื่องเพศที่ปรากฏในสื่อนั้นล้วนแล้วแต่เป็นไปเพื่อการตอกย้ำมายาคติเรื่องเพศที่ดำรงอยู่ในสังคมไทย ว่าเพศหญิงเป็นผู้อ่อนแอ ตกเป็นรอง เป็นวัตถุทางเพศ เจ้าอารมณ์ ไร้เหตุผล สร้างปัญหา ในขณะเพศชายเป็นผู้ที่มีความเข้มแข็ง เต็มไปด้วยพละกำลัง เป็นผู้นำ มีเหตุผล 

 

ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วมิใช่ ผู้ชาย หรือ ผู้หญิง หรือ บุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ ทุกคน จะมีคุณสมบัติตามที่สื่อเลือกคัดสรรมานำเสนอ แต่เมื่อสื่อตอกย้ำคุณค่าระหว่างเพศเช่นที่กล่าวมา ก็ย่อมเป็นการส่งผ่านชุดความคิด”ภาพเหมารวม”ที่บิดเบือนจากความเป็นจริง ไปสู่ผู้ชมอย่างมิต้องสงสัย  จนอาจกล่าวได้ว่า สื่อมีส่วนสำคัญในการทำให้สังคมไม่หลุดพ้นจากอคติทางเพศ และหากสื่อยังผลิตรายการที่มีเนื้อหาชี้นำอคติทางเพศ  ขณะที่ผู้ชมก็ยังคงเฝ้าชม “ความบันเทิงแบบฉาบฉวย” ที่ไม่สะท้อนความเป็นจริงทางสังคมต่อไป วันแล้ววันเล่า อย่างไม่มีข้อสงสัยหรือข้อท้วงติงใด ที่สุดแล้ว กลไกขององค์กรกำกับดูแล เช่น กสทช. รวมทั้ง การมีรายการหรือเนื้อหาสื่อที่ชี้นำผู้ชมให้รับสื่ออย่างมีวิจารณญาณ คือ การคิดวิเคราะห์ น่าจะเป็นสิ่งที่มาชดเชยและสะท้อนแสดงถึงประสิทธิภาพของหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลการประกอบการสื่ออย่าง กสทช. และการแสดงถึงความรับผิดชอบที่สื่อพึงมีต่อสังคม

ข้อมูลประกอบการเขียน

  • การศึกษารอบที่ 19 เรื่อง “อคติและภาพตัวแทนในละครซิทคอม (ในฟรีทีวี 3, 5, 7 และ 9)”ในช่วงเดือนกันยายน-ธันวาคม 2550
  • การศึกษารอบที่ 55 เรื่อง ประเด็นเพศในรายการวาไรตี้บันเทิงทางสถานีทีวีดาวเทียม (สถานี Zaa Network, Man TV และ Maxxi TV)”
  • การศึกษารอบที่ 69 เรื่อง ความเซ็กซี่ในมิวสิควิดีโอเพลงไทย ป๊อป ฮิปฮอป ลูกทุ่ง(2554-2556)”
  • การศึกษารอบที่ 61 เรื่อง สื่อกับการผลิตซ้ำความรุนแรงและอคติทางเพศละครซิทคอมในฟรีทีวี (กันยายน 2555)
  • รายงานการศึกษา “บทวิเคราะห์และข้อเสนอแนะต่อกลุ่มการศึกษาประเด็น สื่อกับการให้ความหมายและคุณค่า” โดย ดร.เจษฎา ศาลาทอง ผู้สนใจอ่านผลการศึกษาฉบับเต็มสามารถดาวน์โหลดได้ที่ mediamonitor.in.th หรือทางอีเมล mediamonitorth@gmail.com