รีดภาษี”เครื่องดื่มผสมน้ำตาล” สกัดวิกฤต”อ้วน-ป่วย”นับล้าน!!

ที่มา : แนวหน้าออนไลน์ วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559 http://www.naewna.com

เรื่องของ “ภาษี” กลับมาเป็นกระแสฮือฮาในสังคมไทยอีกครั้ง หลังจากไม่นานนี้มีรายงานข่าวว่า กระทรวงการคลังมีนโยบายให้ กรมสรรพสามิต ไปศึกษาเกี่ยวกับการเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ ซึ่งคราวนี้ไม่ใช่เครื่องดองของเมาอย่างที่คุ้นเคยกัน แต่เป็น“เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลผสมในปริมาณมาก” ไม่ว่าจะเป็นชาเขียว น้ำผลไม้ หรือแม้กระทั่งกาแฟ โดยเป็นแผนระยะยาว 5 ปี เชื่อว่าจะเพิ่มรายได้ให้รัฐอีกปีละ 3 แสนล้านบาท

ทันทีที่ข่าวแพร่กระจายออกไป..เสียงวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชน ออกมาในลักษณะ “สับเละ”!!!

เสียงสะท้อนจำนวนมาก..ตั้งคำถามว่า “จะรีดภาษีอะไรกันนักหนา?” ในภาวะเศรษฐกิจชะลอแบบนี้!!!

เรื่องของการเก็บภาษีเครื่องดื่มผสมน้ำตาลปริมาณมาก ที่จริงแล้วต้องบอกว่า “ไม่ใช่เรื่องใหม่” ที่มาที่ไปของเรื่องนี้ ต้องย้อนกลับไปในปี 2548 เมื่อ องค์การอนามัยโลก (WHO) เผยแพร่รายงานสถานการณ์สุขภาพ ซึ่งพบว่า ประชากรโลกราว 1.6 พันล้านคนมีภาวะน้ำหนักเกิน และในจำนวนนี้ 400 ล้านคนเข้าข่ายภาวะโรคอ้วน นอกจากนี้ยังคาดการณ์ว่า ในปี 2558 ประชากรน้ำหนักเกินจะอยู่ที่ 2.3 พันล้านคน

และในจำนวนนี้จะเข้าข่ายภาวะโรคอ้วนถึง “700 ล้านคน”!!!

ไม่เพียงเท่านั้น ในปี 2557 ดร.มาร์กาเร็ต ชาน (Dr. Margaret Chan) ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก กล่าวในที่ประชุมองค์การสหประชาชาติ (UN) แสดงความเป็นห่วงกรณี “โรคอ้วนในเด็ก” เพราะการที่คนคนหนึ่งเป็นโรคอ้วนตั้งแต่อายุน้อยๆ ย่อมส่งผลให้เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ จะมีโอกาสป่วยเป็น “โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง” (NCDs) เช่น โรคหัวใจ ความดัน เบาหวาน มะเร็ง ได้สูงขึ้นกว่าปกติ

นอกจากนี้ในปีดังกล่าว องค์การอนามัยโลกยังเผยแพร่รายงานอีกฉบับหนึ่ง ระบุว่าจำนวนเด็กทั่วโลกที่มีภาวะโรคอ้วน เพิ่มขึ้นจาก 31 ล้านคนในปี 2533 (ค.ศ.1990) เป็น 44 ล้านคนในปี 2555 (ค.ศ.2012) และคาดว่าในปี 2568 (ค.ศ.2025) จะมีเด็กทั่วโลกเข่าข่ายภาวะโรคอ้วนถึง 70 ล้านคน

แปลความง่ายๆ..จำนวน “เด็กเป็นโรคอ้วน” นับวันมีแต่จะเพิ่มขึ้นแบบ “ก้าวกระโดด”!!!

และนั่นส่งผลต่อ “สุขภาพ” ของมนุษย์..ผู้เป็น “ทรัพยากรสำคัญของโลก” ในอนาคต!!!

ในปี 2558 ทพ.สุธา เจียรมณีโชติชัย รองอธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยในงานสัมมนาวิชาการเรื่อง “ข้อเสนอองค์การอนามัยโลกเพื่อลดพลังงานจากน้ำตาล” โดยระบุว่า คนไทยบริโภคน้ำตาลเฉลี่ยคนละ 104 กรัมต่อวัน หรือประมาณ 26 ช้อนชา สูงกว่าที่องค์การอนามัยโลกแนะนำเกือบ 3 เท่าตัว โดยแหล่งน้ำตาลส่วนใหญ่มาจากเครื่องดื่มที่มีรสหวาน อาทิ น้ำอัดลมมีน้ำตาลประมาณ 8-10 ช้อนชา ชาเขียวมีน้ำตาลประมาณ 12-14 ช้อนชา กาแฟสดหรือชาชงมีน้ำตาลประมาณ 10 ช้อนชา

ซึ่งดื่มเพียง “ขวดเดียว-กระป๋องเดียว” ร่างกายก็ได้รับน้ำตาล “มากเกิน” ความจำเป็นแล้ว!!!

เช่นเดียวกับเว็บไซต์ นิตยสารสารคดี (sarakadee.com) เผยแพร่บทความชื่อ “ชาเขียวทำร้ายฉัน” เขียนโดย ภัสน์วจี ศรีสุวรรณ์ อ้างถึงข้อมูลจาก นิตยสารฉลาดซื้อ ของมูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค ระบุว่า ชาเขียวบรรจุขวดขนาด 500 มิลลิลิตร ซึ่งขายกันตามท้องตลาด มีน้ำตาล 3-18 ช้อนชา ปริมาณมากที่สุดคือกว่า 18 ช้อนชา หรือ 75 มิลลิกรัม หรือเกือบ 1 ขีด เกินกว่าความต้องการต่อวันของร่างกายที่ต้องการน้ำตาลไม่เกิน 6 ช้อนชาถึง 3 เท่า

นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่า ชาเขียวสูตรต้นตำรับในประเทศญี่ปุ่นซึ่ง “ไม่ใส่น้ำตาล” ไม่ได้รับความนิยมในสังคมไทยในทางตรงกันข้าม..ผลการสำรวจพบว่าคนไทยชอบดื่มเครื่องดื่มที่มีความเข้มข้นของน้ำตาลร้อยละ 10-12 ทำให้เครื่องดื่มไม่ว่าชนิดใดๆ ที่จะวางขายในประเทศไทย “ต้องใส่น้ำตาล” ไม่ว่าน้ำอัดลม น้ำผลไม้ หรือน้ำสมุนไพร

และรู้กันหรือไม่?..น้ำอัดลมในประเทศไทย “หวาน” กว่าของต่างประเทศ!!!

ซึ่งเมื่อประเทศใดมีคนป่วยด้วยโรคกลุ่ม NCDs มากๆ รัฐบาลก็ต้องสูญเสียงบประมาณมหาศาลไปกับการดูแลรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้ เช่น สหรัฐอเมริกา ประเทศหนึ่งที่มีปัญหาประชากรน้ำหนักเกินและโรค NCDs เป็นอย่างมาก รายงานจาก ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) ระบุว่า ในปี 2551 (ค.ศ.2008) รัฐบาลลุงแซมต้องใช้จ่ายงบประมาณไปถึง 1.47 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 4.41 ล้านล้านบาท) หรือเฉลี่ยต่อหัวที่ 1,429 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 42,870 บาท) เพื่อเป็นค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าว

ขณะที่ประเทศไทย ในปี 2557 นพ.โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค (ในขณะนั้น) เปิดเผยว่า ภาครัฐต้องเสียงบประมาณในการรักษาผู้ป่วยกลุ่ม NCDs 5 โรค ประกอบด้วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และมะเร็ง ถึงปีละ 335,359 ล้านบาท นอกจากนี้ยังกล่าวอีกว่า จากการสำรวจคนไทยทั่วประเทศ พบว่าประเทศไทยมีผู้ที่มีรูปร่างท้วมจนถึงระดับอ้วนมากกว่า 17 ล้านคน เด็กและผู้ใหญ่อ้วนเพิ่มขึ้นปีละ 4 ล้านคน และมีคนไทยเสียชีวิตจากโรคอ้วนปีละประมาณ 20,000 คน

นี่จึงเป็นที่มาของแนวคิดเก็บภาษีเครื่องดื่มผสมน้ำตาลปริมาณมาก ซึ่ง ทญ.จันทนา อึ้งชูศักดิ์ ผู้แทนเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน เคยเปิดเผยว่า องค์การอนามัยโลกเสนอให้ใช้มาตรการทางภาษี เพราะพบว่าการเก็บภาษีอาหารและเครื่องดื่มพลังงานสูง จะสกัดภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนได้ อีกทั้งรัฐยังได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับที่ปรากฏในสื่อต่างประเทศ ลอรา ดอนเนลลี (Laura Donnelly) เขียนบทความลงในเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ เดอะ เทเลกราฟ (The Telegraph) ของอังกฤษ ตั้งชื่อพาดหัวโดยอ้างถึงแนวทางดังกล่าวขององค์การอนามัยโลกว่า..

Sugar tax needed in war on Obesity, WHO says (ภาษีของหวานจำเป็นต่อการทำสงครามกับโรคอ้วน , องค์การอนามัยโลก กล่าว)!!!

ที่ผ่านมาในประเทศไทย มีความพยายามผลักดันภาษีชนิดนี้มาแล้ว เช่นในปี 2556 นพ.ทักษพล ธรรมรังสี ผู้อำนวยการสำนักวิจัยนโยบายสร้างเสริมสุขภาพ (สวน.) เสนอแนะว่า ควรกำหนดทิศทางนโยบายภาษีตอบสนองทั้งเป้าหมายทางภาษี ในขณะที่ประชาชนก็มีสุขภาพดีขึ้น เช่น การกำหนดอัตราภาษีให้สอดคล้องกับระดับน้ำตาล และมีความครอบคลุมและเสมอภาคกับเครื่องดื่มประเภทต่างๆ ไม่ใช่เฉพาะประเภทชาเขียวเท่านั้น

หรืออีกครั้งในปี 2557 นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง (ในขณะนั้น) เปิดเผยว่าได้ให้กรมสรรพสามิตไปศึกษาการเก็บภาษีเครื่องดื่มผสมน้ำตาลปริมาณมาก โดยเฉพาะชาเขียว จากเดิมที่ยกเว้นเพราะต้องการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกใบชา ทว่าในความเป็นจริงกลับพบว่าในชาเขียว 1 ขวด มีส่วนผสมของใบชาน้อยมาก แต่เรื่องก็เงียบหายไปทั้ง 2 ครั้ง

ท้ายที่สุดแล้ว..ภาษีดังกล่าวจะได้ออกมาประกาศใช้หรือไม่? คงต้องติดตามกันต่อไป!!!