“ทีดีอาร์ไอ”ชี้ร่างรัฐธรรมนูญต้องป้องเสรีภาพสื่อ

ที่มา : เดลินิวส์ออนไลน์ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559 http://www.dailynews.co.th

01

ทีดีอาร์ไอ”แนะปฏิรูปสื่อต้องแก้พ.ร.บ.กสทช.-รธน.ต้องคุ้มครองเสรีภาพสื่อ ด้านที่ปรึกษาสปท.ติงร่างรธน.ขาดจิตวิญญาณ

วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 13:23 น. ที่โรงแรมสวิสโฮเตล เลอ คองคอร์ด สถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) จัดเสวนาหัวข้อ “ทางเลือกในการปฏิรูปสื่อ กับ ร่างรัฐธรรมนูลฉบับใหม่” โดยนายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานทีดีอาร์ไอ กล่าวเปิดงานและนำเสนอผลงานวิจัย “การกำกับดูแลในยุคหลอมหลวม” ว่า การหลอมหลวงสื่อทำให้เส้นแบ่งระหว่างการแพร่ภาพกระจายเสียงและโทรคมนาคมลือนลางปัจจุบันเนื้อหาของสื่อมีลักษณะเดียวกันแต่มีการเผยแพร่หลายช่องทางและมีความแตกต่างกัน ทำให้การกำกับดูแลมีความเข้มงวดน้อยกว่าการแพร่กระจายเสียง เมื่ออินเตอร์เน็ตเข้ามามีบทบาท ทำให้การกำกับเนื้อหายากมากขึ้น หลุดรอดได้ตลอดเวลา ดังนั้นเป้าหมายและแนวทางการปฏิรูปสื่อ คือ 1.ปรับเปลี่ยนผู้กำกับดูแล แก้ไขเพิ่มเติมพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 และรัฐธรรมนูญต้องรับประกันสิทธิเสรีภาพการสื่อสารมวลชน องค์กรกำกับดูแลมีความเป็นอิสระ 2.การลดต้นทุนตลาดและความเสี่ยงต่อผู้ประกอบกิจการ อยากให้แก้ไขกฎหมายการจัดสรรคลื่นความถี่เพื่อสร้างตลาดรองสำหรับเปลี่ยนมือคลื่นมีกลไกในการประเมินผลกระทบต่อกฎระเบียบ 3.สร้างกฎกติกาอย่างเป็นธรรม และ 4.กำหนดกรอบเวลาคลื่นความถี่จัดสรรใหม่ มีความหลากหลายของสื่อ คุ้มครองผู้บริโภค ส่วนเนื้อหาในระยะเปลี่ยนผ่านต้องทำให้เกิดการกำกับดูแลร่วม ด้านนายบุญเลิศ คชายุทธเดช ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) กล่าวว่า เทคโนโลยีการสื่อสารที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วสิ่งที่มีความสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใส่หมวกในหมวดสิทธิเสรีภาพของชนชาวไทย ตนเห็นว่าไม่น่าจะเป็นตัวอักษรสร้างหลักประกันให้กับประชาชนในการได้รับการส่งเสริมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพตามที่พึงปรารถนา ซึ่งตนตั้งข้อสังเกตร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 25 ที่ระบุถึงการใช้สิทธิเสรีภาพการแสดงออกที่ไม่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐนั้น ว่าจะต้องตรากฎหมายว่ากระทบกระเทือนและได้รับอันตรายหมายถึงอะไรขณะที่สิ่งที่ผิดสังเกตคือในมาตรา 34 ที่วางเงื่อนไขจำกัดสิทธิเสรีภาพโดยความมั่นคงของรัฐ โดยนำเอาเงื่อนไขเพิ่มเติมว่า “เพื่อป้องกันมิให้เกิดความแตกแยก หรือเกลียดชังในสังคม” ซึ่งตนเห็นว่าจะต้องไปอยู่ในส่วนของจริยธรรมของสื่อมวลชน ไม่ควรจะมาเปิดช่องให้นำไปสู่การตรากฎหมาย และไม่ทราบว่าต้องไปเขียนกฎหมายอย่างไร เพราะจะทำให้ยุ่งยาก และเรามีกฎหมายที่เกี่ยวกับความมั่นคงจำนวนมากอยู่แล้ว เช่น กฎอัยการศึก เป็นต้น รวมถึงมีประกาศคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) นายบุญเลิศ กล่าวอีกว่า ส่วนมาตรา 35 (5) ที่ห้ามรัฐให้เงินคนทำสื่อเอกชน ตนไม่เห็นด้วยที่ต้องมาบัญญัติเฉพาะเจาะจงกับสื่อสารมวลชนที่ต้องแจกแจงการใช้จ่ายเงินของรัฐเพื่อการประชาสัมพันธ์ ซึ่งการใช้งบประมาณของภาครัฐไปให้กิจการอื่นก็น่าจะทำเช่นเดียวกัน มิฉะนั้นจะกลายเป็นว่ารัฐธรรมนูญมีอคติต่อผู้ประกอบธุรกิจด้านสื่อสารมวลชน นอกจากนี้ ในยุคหลอมหลวมมีการสื่อสารที่เปลี่ยนแปลง การกำกับดูแลเนื้อหาและจริยธรรม จะต้องมีกฎหมายมารองรับ ซึ่งเป็นที่มาของการร่างพ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน โดยจะมีคณะกรรมการวิชาชีพสื่อมวลชน กำกับด้านจริยธรรม ทั้งส่วนกลางและภูมิภาค ดูแลสื่อมวลชนทุกแขนง เพื่อยกระดับและพัฒนาวิชาชีพของนักข่าวให้ดีขึ้น สำหรับร่างรัฐธรรมนูญนั้น กระบวนการการร่างต้องทำให้มีจิตวิญญาณ แต่สิ่งที่ทำอยู่มันไม่ใช่ การสร้างการรับรู้การยอมรับไม่เกิดขึ้น การร่างรัฐธรรมนูญต้องมีองค์กรนิติบัญญัติ แต่ไม่มีหลักเกณฑ์ในการเสนอความเห็นจากประชาชน.“