สรุปสาระจากสนทนาวิชาการ วิพากษ์ผลงานการศึกษาวิจัยของมีเดียมอนิเตอร์ 2559

การประชุมวิชาการมีเดียมอนิเตอร์ ประจำปี 2559 “สื่อมวลชนศึกษาในยุคการเปลี่ยนผ่านของสื่อ เทคโนโลยี และสังคม” วันอังคารที่ 29 มีนาคม 2559 ที่ ห้องประชุม 1101 อาคารมงกุฎสมมติวงศ์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สรุปสาระจากกิจกรรม “สนทนาวิชาการ-วิพากษ์ผลงานการศึกษา วิจัย ของมีเดียมอนิเตอร์” นำสนทนา โดย อาจารย์สุภาพร โพธิ์แก้ว หัวหน้าภาควิชาการสื่อสารมวลชน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรรมการมูลนิธิสื่อมวลชนศึกษา ผู้ร่วมสนทนา : ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คุณปรเมศวร์ มินศิริ กรรมการกำกับทิศโครงการมีเดียมอนิเตอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่ออินเตอร์เน็ต

รวมวิทยากร

(กลาง) อาจารย์สุภาพร โพธิ์แก้ว หัวหน้าภาควิชาการสื่อสารมวลชน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรรมการมูลนิธิสื่อมวลชนศึกษา

อาจารย์สุภาพร โพธิ์แก้ว กล่าวเปิดการเสวนาว่า ทุกวันนี้เราให้น้ำหนักเรื่องการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีเพราะส่งผลต่อการการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในมิติเชิงภูมิทัศน์ของสื่อและมิติการสื่อสารในสังคมอย่างที่อาจารย์สกุลศรีได้นำเสนอ เราเห็นความเปลี่ยนแปลงในหลากหลายมิติ ที่สำคัญความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้เริ่มจากศูนย์แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างและมิติทางสังคมในชุดเดิม ๆ ที่มีการเปลี่ยนแปลงและคลี่คลายมาแล้วในอดีต ดังนั้นคำว่ายุคเปลี่ยนผ่านจึงเป็น Keyword ที่น่าสนใจมาก เป็นโจทย์ที่ท้าทายและต้องการกระบวนการคิดและกระบวนการศึกษาในการมองเรื่องนี้ภายใต้ความซับซ้อนที่มีมากขึ้น อย่างไรก็ตามการศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีนั้นยังคงมองเห็นความเป็นรากเหง้าดั้งเดิมของมิติทางสังคมและวัฒนธรรมที่ทับซ้อนกันอยู่ด้วย ขอเริ่มต้นที่อาจารย์มานะ อาจารย์มองทิศทางการเปลี่ยนผ่านข้างหน้าอย่างไร มีอะไรบ้างที่น่าสนใจ อะไรบ้างที่ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ โดยอาจจะตั้งต้นจากงานของอาจารย์สกุลศรี

ดร.มานะ ตรียาภิวัฒน์ แสดงความคิดเห็นว่า ยุคเปลี่ยนผ่านของสื่อมวลชนเป็นยุคที่สื่อเข้ามามีบทบาทกับเราอย่างมาก โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ๆ ไม่มีใครใช้สื่อแบบดั้งเดิมอีกต่อไป การอ่านหนังสือพิมพ์ กลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ในชีวิตประจำวันและกลายเป็นเรื่องที่ไม่ปกติ แม้กระทั่งการดูทีวีที่ปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปในอีกรูปแบบหนึ่ง

งานของอาจารย์สกุลศรี เป็นงานที่ท้าทาย เป็นเรื่องที่ยากอยู่พอสมควรสำหรับคนที่ไม่ติดตามเรื่องสื่อ ในขณะที่อาจารย์สกุลศรี มองสื่อออนไลน์เป็นตัวเชื่อมสื่อในต่างแพลตฟอร์ม โดยสื่อออนไลน์เป็น “พลัง” ในรูปแบบใหม่ของคนธรรมดาทั่วไป เมื่อก่อนสื่อมวลชนเป็นสิ่งที่มีอำนาจยิ่งใหญ่ในขณะที่คนทั่วไปมีอำนาจดังกล่าวน้อยหรือแทบจะไม่มีเลย ในอดีตประชาชนจึงเป็น Passive audience คือเป็นผู้รับสาร ไม่ได้มีบทบาทเป็นผู้กำหนดวาระข่าวสาร หากคนตัวเล็ก ๆ จะสร้างข่าว ก็จำเป็นที่จะต้องสร้าง Agenda ให้เกิดขึ้น เช่น หากต้องการให้เป็นข่าวหน้าหนึ่งหรืออยู่ในความสนใจของสังคม ต้องไปผูกคอตายหน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อดึงความสนใจของสื่อมวลชน นี่คืออดีตที่คนตัวเล็ก ๆ ไม่ได้มี”พลัง”ในการสื่อสาร แต่วันนี้โลกเปลี่ยนไป พลังการสื่อสารอยู่ที่โทรศัพท์มือถือ สื่อออนไลน์ และคนธรรมดาทั่วไปที่สามารถสื่อสารได้ง่ายขึ้น มีเครื่องมือในการพูดคุย การสื่อสารกันเอง สามารถเชื่อมประเด็นส่วนตัวให้กลายเป็นประเด็นสาธารณะ แม้กระทั่งกล้องติดหน้ารถยนต์ก็เป็นพลังในการเล่าเรื่องด้วยเช่นกัน อย่างเช่น ล่าสุดมีกรณีรถเบนซ์ชนท้ายและเกิดไฟไหม้ขึ้น ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นพลังที่เราควรให้ความสนใจ

การเปลี่ยนแปลงสำคัญที่เกิดขึ้น คือ การเปลี่ยนมุมมองความคิดแบบดั้งเดิม โดยในอดีตผู้มีอำนาจอย่างรัฐบาลสามารถกำหนดวาระข่าวสารที่จะเข้าถึงประชาชนโดยผ่านสื่อมวลชนหลักได้ แต่ปัจจุบันพลังของสื่อกระจายไป ไม่รวมศูนย์อีกต่อไป และแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ถ้าใครยังใช้วิธีการแบบเดิม จะมีการปะทะกันทางความคิดของคนตัวเล็ก ๆ ที่มีพลังทางสื่อใหม่มากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่รัฐจะต้องเจอพลังของคนตัวเล็กมากขึ้นเรื่อย ๆ ในต่างประเทศ เช่น Occupy Wall Street งานอาจารย์สกุลศรี ชัดเจนในเรื่องนี้ สะท้อนพลังเหล่านั้น แต่สิ่งที่มีความสำคัญในกรณีศึกษาที่ยกมาทั้ง 3 กรณี ได้แก่วาฬบรูด้า ปอ ทฤษฎี และ ยุบหรือไม่ยุบทีเคพาร์คนั้น ยังไม่ปรากฏกรณีศึกษาที่มีการปะทะกันทางความคิดที่รุนแรง เช่น ประเด็นนักเล่าข่าว ประเด็นเริ่มต้นจากออฟไลน์สู่ออนไลน์ เริ่มต้นจากจริยธรรมของสื่อมวลชนขยายไปในบริบทของการเมือง แบ่งสีแบ่งฝ่าย มีการช่วงชิงทางวาทกรรมโดยกลุ่มคนหลาย กลุ่ม ที่เสนอข้อมูลอย่างเชื่อมโยงกับสิ่งที่ตัวเองคิด สิ่งหนึ่งที่อาจารย์สกุลศรีพูดถึงคือ เราต้องพยายามหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง ผมคิดว่า เราหลีกเลี่ยงความคิดที่ขัดแย้งไม่ได้ แต่เราสามารถคิดล่วงหน้าได้ ดังที่อาจารย์สกุลศรีได้พูดไปแล้ว คือ การออกแบบและวางแผน กำหนดวัตถุประสงค์และกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน เช่น คนที่เราจะสื่อสารด้วยบริโภคสังคมออนไลน์แบบไหน หากใช้ pantip ควรจะโพสต์ห้องไหน ใช้ Hashtag ในทวิตเตอร์อย่างไร

ดร.มานะ ตรียาภิวัฒน์

ดร.มานะ ตรียาภิวัฒน์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

การจะทำให้เกิด Active citizen ได้นั้น ไม่สามารถเกิดได้โดยปัจเจก ต้องมีการรวมกลุ่มเครือข่าย ซึ่งทั้งหมดจะต้องมีการวางแผนโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่อง Content design ต้องตอบสนองเป้าหมายที่เราวางไว้ตั้งแต่ต้น Story telling ก็เป็นเรื่องสำคัญที่จะดึงให้คนในสังคมได้มีส่วนร่วมในประเด็นทางสังคม ประเด็นที่ทำให้คนมีส่วนร่วมได้นั้นจะต้องเป็นประเด็นที่ใกล้ตัว และจะต้องนึกถึงเรื่องคุณค่าของข่าวให้มากขึ้น ขณะเดียวกันการขับเคลื่อนนั้นไม่ได้ขับเคลื่อนอย่างเป็นเอกภาพทั้งหมด จะต้องมีการปะทะกันทางความคิด ช่วงชิงการนำของวาทกรรม ในฐานะคนขับเคลื่อนประเด็นจะต้องคิดและวางแผนในประเด็นเหล่านี้ หรือออกแบบกิจกรรมออฟไลน์ที่รองรับ หากปราศจากการออกแบบเราจะไม่สามารถขับเคลื่อนประเด็นได้ เพราะประเด็นทางสังคมในปัจจุบันเกิดขึ้นและดับไปอย่างรวดเร็ว

ประเด็นสำคัญต่อมา คือ เราไม่สามารถควบคุมประเด็นในโลกออนไลน์ได้ ประเด็นหนึ่ง ๆ ที่เกิดขึ้นสามารถเปลี่ยนประเด็นไปเลยก็ได้ มันอาจจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ได้ สื่อกระแสหลักจำเป็นต้องมีบทบาทในการตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าประเด็นทางสังคมมักจะมีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง หน้าที่ที่สำคัญนี้สื่อกระแสหลักต้องทบทวนตัวเองว่าทำหน้าที่ได้ดีพอหรือยัง หรือเห็นว่ามันเป็นกระแสจึงหยิบมาโดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมา เมื่อสื่อมวลชนหยิบประเด็นจากโลกออนไลน์โดยปราศจากการตรวจสอบ ถึงที่สุดแล้วก็จะเป็นเครื่องมือของนักการตลาดที่ได้ประโยชน์จาก “เหยื่อล่อ” ให้สื่อมวลชนตะครุบลงไป เพราะฉะนั้นหน้าที่ของสื่อมวลชนหลักจะต้องทำหน้าที่ขุดลึกประเด็นทางสังคม ตรวจสอบข้อมูลและทำหน้าที่ในเชิงสืบสวนในประเด็นทางสังคมที่มีขับเคลื่อนโดยปราศจากอคติเพราะข้อมูลบางอย่างที่เกิดขึ้นเป็นกระแสนั้นอาจเป็นข้อมูลที่บอกเพียงด้านเดียว

เมื่อมองในเชิงของวิชาการ ที่อาจารย์สกุลศรีใช้คำว่า ยุค 3.0 นั้นเป็นสิ่งที่ยืนยันว่าในยุคปัจจุบันเราไม่สามารถมองสื่อได้เพียงแพลตฟอร์มเดียวอีกต่อไป จะต้องมองความสัมพันธ์อย่างเชื่อมโยงกันมากขึ้น การมอนิเตอร์สื่อของมีเดียมอนิเตอร์จึงมีความยากขึ้นเรื่อยๆ

โดยส่วนตัวดีใจที่มีเดียมอนิเตอร์ทำเรื่องนี้และจะสกัดเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อน อยากให้มีเดียมอนิเตอร์พัฒนาเครื่องมือการมอนิเตอร์สื่อที่เป็นแบบฝึกหัดในห้องเรียนเพื่อให้เด็กสามารถเรียนรู้เรื่องการเท่าทันสื่อ สามารถมอนิเตอร์สื่อเบื้องต้นได้ด้วยตัวเอง ทำให้เด็กติดเครื่องมือทางความคิดในเวลาที่เสพสื่อ

อาจารย์สุภาพร โพธิ์แก้ว หัวหน้าภาควิชาการสื่อสารมวลชน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรรมการมูลนิธิสื่อมวลชนศึกษา

อาจารย์สุภาพร โพธิ์แก้ว หัวหน้าภาควิชาการสื่อสารมวลชน คณะนิเทศศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรรมการมูลนิธิสื่อมวลชนศึกษา

อาจารย์สุภาพร โพธิ์แก้ว กล่าวสรุปว่า เรื่องสำคัญคือไม่ว่าเทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แต่โจทย์กลับไปที่ “ความเป็นมนุษย์ดั้งเดิม” วันนี้เราอยู่ในสถานการณ์ราโชมอน โดยราโชมอนยุคดั้งเดิมนั้นจะต้องไปคุยกันที่ศาล แต่ราโชมอนในยุคปัจจุบัน อยู่บนโลกโซเชียลมีเดีย ทำอย่างไรให้ทุกคนเรียนรู้จากเรื่องราโชมอน ทุกคนมีเรื่องราวเป็นของตัวเอง ขึ้นอยู่กับว่าจะมองมุมไหน การเรียนรู้ของสื่อยุคใหม่จึงต้องกลับไปเรียนรู้ความเป็นมนุษย์ในเรื่องราโชมอนให้ได้ ซึ่งนำมาสู่เรื่องที่อาจารย์มานะพูดไว้ดีมาก คือ การช่วงชิงวาระทางสังคม อำนาจทางสังคมในทุกวันนี้มีการเปลี่ยนมือไป เพราะฉะนั้นในการทำวิจัยจะต้องเห็นพลังอื่นเข้ามากำหนดวาระอย่างที่อาจารย์สกุลศรีได้ชี้ให้เห็น เป็นการขยับจากระดับปัจเจกซึ่งต้องให้ความสำคัญ ดังนั้นสื่อจะต้องไม่ Naive จะต้องรู้จักการช่วงชิงอำนาจ เรื่องถัดมาเป็นเรื่องการช่วงชิงวาทกรรมและการต่อสู้เชิงวาทกรรมในเรื่องภัยพิบัติ ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าเราผ่านการต่อสู้และช่วงชิงวาทกรรมมาอย่างมากมาย อยากให้คุณปรเมศวร์ซึ่งมีประสบการณ์ในการขับเคลื่อนพลังในเรื่องของการจัดการภัยพิบัติ มองงานอาจารย์สกุลศรีกับบทบาทของมีเดียมอนิเตอร์

คุณปรเมศวร์ มินศิริ แสดงความคิดเห็นว่า งานวิจัยของอาจารย์สกุลศรีมีความครบถ้วนและตรงประเด็น จึงอยากจะขอบคุณและชื่นชม โดยส่วนตัวจะเล่าเรื่องประสบการณ์ตัวเองที่สนับสนุนหรือเสริมแนวคิดวิจัยที่ออกมานี้ โดยปกติแล้วสื่อออนไลน์มีธรรมชาติที่แตกต่างกัน หากใครสังเกตจะพบว่า เฟซบุ๊กได้เปลี่ยน trend ไปเมื่อ 3 ปีก่อนหน้า โดยหากย้อนดูในยุคแรก ๆ อาจมีการโพสต์ความเห็นบ้าง ใส่รูปบ้าง แต่แทบจะไม่มีการเอาลิงก์ไปแปะ แต่ในปัจจุบันถือเป็นเรื่องปกติ และยังมีการแสดงความคิดเห็นกันอย่างเปิดเผยมากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องการเมืองที่มีความหลากหลายมากขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้สื่อออนไลน์มีสีสัน มี Spectrum มากกว่า 2 สี
ช่วงนี้เป็นยุคที่คนทำนิตยสารรายสัปดาห์มีปัญหา เพราะประเด็นทางสังคมเคลื่อนตัวไปอย่างรวดเร็ว ต้นฉบับจึงออกมาไม่ทันเหตุการณ์ แต่เรื่องที่เกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ อย่างกรณีปอ ทฤษฎี Effect สื่อสามารถลงได้นาน นั่นเป็นเพราะ หนึ่งปอเป็นคนดัง ที่คนทั่วไปมักสนใจ สองเป็นเพราะเรื่องราวของปอเป็นเรื่องของอารมณ์มากกว่าเหตุผล เพราะฉะนั้นเนื้อหาที่ถูกแชร์ คือ ความหวัง ความเห็นใจ ซึ่งลักษณะของเนื้อหาประเภทนี้จะมีมากขึ้น
สำหรับประโยชน์ที่เกิดขึ้น จะเห็นว่าในที่สุดคนตระหนักในเรื่อง Social justice เพิ่มขึ้น ถ้าเห็นอะไรที่ไม่ยุติธรรม ชาวโซเชียลจะยอมไม่ได้ เรื่องที่เกิดขึ้นจะไม่ใช่แค่เรื่องของเขาอีกต่อไปแต่จะกลายเป็นเรื่องของเรา ล่าสุดคือกรณีน้ำพริกหรือทันตแพทย์ สังคมจะรู้สึกว่า ยังไม่ได้รับความยุติธรรม เมื่อเกิดกรณีอย่างนี้มองได้ 2 ทาง ในเรื่องของการขับเคลื่อนประเด็นทางสังคม คือ ต้องจัดการให้มีระบบ หรือออกมาในรูปแบบของ Co-creation คือ การสร้างสรรค์สื่อที่ทำได้หลายรูปแบบและสร้างสรรค์ออกมาในแบบเฉพาะตัว เช่น การวาดภาพ วาดการ์ตูน พร้อมกับใส่คำบรรยาย หรือกคลิปวีดิโอ ส่งผลให้เกิด Internet meme แพร่หลายไปอย่างรวดเร็ว เพราะโดยธรรมชาติของ meme เป็นสื่อที่ viral มีความตลก เสียดสี ล้อเลียน มันเพิ่ม Entertainment value ทำให้กระจายตัวไปได้อย่างรวดเร็วและส่งผลถึงในระดับนโยบาย เช่น นโยบาย Single Gateway ดังนั้นอินเตอร์เน็ทจึงเป็นแพลตฟอร์มที่มีคนสร้างสรรค์และสามารถขับเคลื่อนให้เป็นนโยบายได้จริง

คุณปรเมศวร์ มินศิริ กรรมการกำกับทิศโครงการมีเดียมอนิเตอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่ออินเตอร์เน็ต

คุณปรเมศวร์ มินศิริ กรรมการกำกับทิศโครงการมีเดียมอนิเตอร์
ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่ออินเตอร์เน็ต

นอกจากนี้ คุณปรเมศวร์ ยังได้ยกกรณีจาก TED Talk ซึ่งคนพูดเป็นผู้ที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ Egypt Revolution 2011 เขาจุดประเด็นนี้จนทำให้ทุกคนออกมา แต่ในขณะเดียวกันเขาได้รับบทเรียนจากการขับเคลื่อนประเด็นทางสังคมที่สำคัญ คือ จากเดิม หากต้องการจะเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างให้ใช้อินเตอร์เน็ทเป็นเครื่องมือ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจาก Egypt Revolution มีผลลัพธ์ที่ตามมามากกว่านั้น คืออคติ และ Hate speech ถึงตอนนี้แล้ว ถ้าอยากให้สังคมดีขึ้นจะต้องมีการสร้างแพลตฟอร์มใหม่ให้คนที่เคยเชื่อหรือเคยคิดอย่างนั้นได้มีที่ยืน สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดความเชื่อใหม่ที่ว่า “ถ้าอยากเปลี่ยนแปลงสังคมต้องเริ่มที่การเปลี่ยนแปลงอินเตอร์เน็ท”

อาจารย์สุภาพร โพธิ์แก้ว กล่าวสรุปว่า สิ่งที่คุณปรเมศวร์พูดเป็นสิ่งที่น่าคิด โดยส่วนตัวเชื่อเรื่องชุมชนที่ดำรงอยู่จริง ถึงแม้วันนี้เราจะโฟกัสเรื่องชุมชนออนไลน์ แต่จริงๆแล้วมีโลกของความจริงทับซ้อนอยู่กว่าที่คิด จะหาจุดลิงก์หรือจุดเชื่อมอย่างไร เหมือนทุกวันนี้โลกแยกกันอยู่แต่ในความเป็นจริง ทุกอย่างต่างทับซ้อนกัน เรามีชุมชนจริงๆส่วนชุมชนในออนไลน์ก็มีตัวตนจริงๆ โลกที่เหลื่อมซ้อนแบบนี้ ในการทำวิจัยหรือมอนิเตอร์เราจะมีจุดลิงก์อย่างไร การสร้างพื้นที่อินเตอร์เน็ทแบบใหม่อาจเป็นคำตอบที่เราต้องการใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นเราจึงต้องการนักออกแบบที่มี Social concern กับสภาพความเป็นจริง อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นโจทย์ต่อจากงานของอาจารย์สกุลศรี จากโมเดลชุดสุดท้ายโดยเริ่มต้นจากการจุดประเด็นและมีผู้คนเข้ามา participate กัน โดยตั้งคำถามว่ามันขับเคลื่อนสังคมจริงหรือไม่ แต่อาจารย์สกุลศรีก็มีโมเดลที่ไปต่อเรื่องออฟไลน์ด้วย อย่างไรก็ตามในความจริงเราอาจต้องคิดกลับหัวกลับหาง อาจต้องเอาตัวขับเคลื่อนทางสังคมเป็นตัวตั้ง ภาพใหญ่คือการขับเคลื่อนสังคม นำการขับเคลื่อนทางสังคมมาไว้ตรงกลางระหว่างชุมชนจริงๆและชุมชนออนไลน์

ดร.มานะ ตรียาภิวัฒน์ แสดงความคิดเห็นว่า ตัวขับเคลื่อนทางสังคมไม่ได้เกิดขึ้นในออนไลน์หรือออฟไลน์ก่อน ออนไลน์เป็นแค่เครื่องมือหนึ่งซึ่งเมื่อก่อนอาจจะไม่มีพลังมากเท่าปัจจุบัน เราจะทำอย่างไรเพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น ทำอย่างไรที่จะดึงการมีส่วนร่วมของคนที่อยู่ในออฟไลน์ให้มีการตื่นตัวมากขึ้น อาจารย์สกุลศรีใช้คำว่า Call to Action พลังในโลกออนไลน์สามารถดึงคนที่ไม่น่าจะสนใจเรื่องการเมืองออกมาแสดงความคิดเห็นได้ ซึ่งทั้งหมดต้องมีการ Design ถ้าจะขับเคลื่อนทางสังคมจึงจำเป็นต้องทำในหลายแพลตฟอร์ม เพื่อดึงการมีส่วนร่วมของคน เพราะในที่สุดแล้วต้องออกมาทำกิจกรรมกันข้างนอก ออฟไลน์มี event ดนตรี เยอะไปหมด ไม่จำเป็นต้องบอกว่าจะเอาอะไรขึ้นก่อนระหว่างออฟไลน์กับออนไลน์ แต่ทั้งสองจะต้องควบคู่กันไป ออนไลน์เป็นแค่แพลตฟอร์มหนึ่ง นอกจากนี้ยังเห็นด้วยกับเรื่องราโชมอนที่อาจารย์สุภาพร กล่าว เพราะไม่สามารถควบคุมเนื้อหาในสื่อออนไลน์ได้ การแสดงความคิดเห็นอาจเป็นเรื่องอื่น อย่างที่เราเรียกว่า “เกรียน” ในเว็บต่าง ๆ โลกออนไลน์ไม่มีขาวหรือดำ แต่มีลักษณะของความเป็นมนุษย์อยู่ในนั้นเพราะมนุษย์เป็นคนใช้งานออนไลน์ ออนไลน์จึงมาจากพฤติกรรมของมนุษย์นั่นเอง

อาจารย์สุภาพร โพธิ์แก้ว กล่าวต่อว่า ดังนั้นนักวิเคราะห์ new media จะต้องสนใจชุมชนที่มีอยู่จริงด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมิติความเป็นมนุษย์และมิติเชิงวัฒนธรรม มิฉะนั้นการพูดเรื่องเทคโนโลยีจะเป็นเรื่องที่ Stand alone มากเกินไป และ ต้องมีความอ่อนไหวทางจริยธรรมในออนไลน์

คุณปรเมศวร์ มินศิริ แสดงความคิดเห็นว่า อยากเห็น Social media ถูกใช้ในแบบที่ “Meaningful” มากขึ้น มากกว่าการสนทนาหรือการกดไลค์รูปกัน สำหรับในทางเทคโนโลยีไม่เหลือบ่ากว่าแรงนักหากจะทำพื้นที่ใหม่ๆเพื่อเปิดโอกาสทางความคิด แต่เรื่องคนเป็นเรื่องที่สำคัญกว่า เหตุผลคือเทคโนโลยีที่เร็วเกินไป คนอาจยังไม่พร้อม เพราะคนเองก็เปลี่ยนพฤติกรรมเร็วมากเหมือนกัน จึงจำเป็นต้องดูจังหวะให้ดีว่า User พร้อมรับแล้วหรือยัง เช่น ปรากฏการณ์ LOL CAT หลายคนก้าวข้ามจากผู้เสพย์อย่างเดียว กลายเป็นผู้สื่อสารอย่างไม่รู้ตัว และสื่อสารออกมาได้ดีด้วย


 

เวทีวิชา การแลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ ความคิดเห็น “แนวโน้มงานการศึกษาวิเคราะห์สื่อ และ บทบาทสื่อมวลชนศึกษา ในยุคการเปลี่ยนผ่านของสื่อ เทคโนโลยี และสังคม”

คุณสุวรรณกิตติ์ บุญแท้ ผู้ประสานงานสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า กล่าวว่า ตกใจกับข่าวทางสื่อที่บอกว่า มีเดียมอนิเตอร์ จะปิดตัวลง มาฟังวันนี้ก็ดีใจขึ้นที่อาจารย์เอื้อจิตบอกว่าอนาคตมีเดียมอนิเตอร์จะเป็นเหมือนทำการเกษตรที่ไม่มีแปลงที่ดิน ผมคิดว่า ถ้ามีเดียมอนิเตอร์นำประเด็นการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน มาจัดเสวนา มาเพิ่มลักษณะความเป็นวิชาการเข้าไป ผมคิดว่าสังคมไทยยังเคารพความศักดิ์สิทธิ์ของสิ่งที่เรียกว่าวิชาการอยู่

สุวรรณกิตติ์ บุญแท้ ผู้ประสานงานสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า

สุวรรณกิตติ์ บุญแท้ ผู้ประสานงานสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า

คุณปรีดา ลิ้มนนทกุล Managing Directing บริษัท พีดับบลิวดี อาท์ซอส เมเนจเมนท์ จำกัด กล่าวว่า เวลาผมไปงานสัมมนาจะตั้งใจฟังและจะโน้ตคำถามไว้เรื่อย ๆ บ่อยครั้งที่เมื่อฟังจนจบจะได้คำตอบ วันนี้มีสิ่งหนึ่งที่อยากจะแลกเปลี่ยน ตอนที่เขียนคำถามไว้ในกระดาษว่า ระหว่างรู้แล้วถึงจะเคลื่อนผ่านสื่อ กับยังไม่รู้แล้วเคลื่อนผ่านสื่อ แต่เมื่อสักครู่ได้คำตอบแล้วว่า มันมีอยู่ 2 โมเดล ระหว่างขับเคลื่อนแล้วใช้สื่อออนไลน์มาช่วย กับประเด็นที่ใช้สื่อออนไลน์มาช่วยขับเคลื่อน ผมก็ตอบตัวเองว่า กรณีที่ขับเคลื่อนแล้วเอาอะไรมาช่วย ก็คือรู้แล้วค่อยเคลื่อนผ่านสื่อ ส่วนประเด็นที่ไม่รู้แล้วค่อยเคลื่อนผ่านสื่อ คือใช้ออนไลน์มาช่วยแล้วค่อยขับเคลื่อน ซึ่งก็ใช้กับชีวิตจริงกับงานที่ทำอยู่ค่อนข้างเยอะ อย่างโปรเจกต์ปัจจุบันที่ทำกับกองทุนรวมคนไทยใจดี ชื่อว่า Active Citizen Eyes Power โครงการสังคมอยู่ดีกับพลังตาพลเมือง ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการที่เราขับเคลื่อนผ่านกฎ Under Law คือใช้กฎหมายเป็นตัวตั้ง แล้วเราลองกระทำดู เช่น ประเด็นที่ทาง สคล. พูดว่ามีการโฆษณาแอลกอฮอล์ นี่คือประเด็นหลักที่ผมอยากจะทำมาก

แต่เราพบว่าถ้าเราไปทำ ไปถ่ายรูป โฆษณาแอลกอฮอล์ที่ร้านเหล้า ต้องรีบลงจากรถ ถ่ายรูปแล้วไปเลย คือมันมีความอันตรายอยู่ค่อนข้างมาก ก็เลยใช้อย่างอื่นควบรวมไปด้วย เช่น มีป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ที่เราพบว่ามีความล่อแหลมที่จะพังลงมาทำลายทรัพย์สินประชาชน หรือประเด็นที่มีเสาไฟฟ้าอยู่บนถนน ป้ายรถเมล์นี้มืดเป็นที่ไม่ปลอดภัย มีสายไฟอยู่บนสะพานลอยที่ยื่นลงมา บนสะพานลอยมีป้ายบอกทางที่ไปปิดบังจนทำให้เกิดการดักจี้ปล้นหรือกระทำอนาจารได้ นี่คือการทำงานของโครงการ ซึ่งปรากฏว่าถ้าเราไปใช้สื่อออนไลน์เลย เราจะไม่รู้ข้อเท็จจริงในประเด็นของกฎหมายและหน่วยงานที่รับผิดชอบ เราต้องขับเคลื่อนก่อนแล้ว เมื่อรู้ข้อเท็จจริงแล้วค่อยขยายผลโดยใช้ออนไลน์เข้ามาช่วย

คำถามเดียวที่ยังสงสัยอยู่ เรียนถามอาจารย์มานะ ในกรณีของการตรวจสอบสื่อ หมายถึงการตรวจสอบโดยสื่อมวลชน ระดับของการตรวจสอบที่จะรู้ข้อเท็จจริงแล้วนำไปเผยแพร่ มันจะมีกรอบอย่างไรบ้าง

คุณปรีดา ลิ้มนนทกุล Managing Directing บริษัท พีดับบลิวดี อาท์ซอส เมเนจเมนท์ จำกัด

คุณปรีดา ลิ้มนนทกุล Managing Directing บริษัท พีดับบลิวดี อาท์ซอส เมเนจเมนท์ จำกัด

ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ตอบคำถาม คุณปรีดา ลิ้มนนทกุล ผมว่าสื่อต้องทำหน้าที่ทั้งในเรื่องข้อมูลพื้นฐาน เรื่องความจริงเป็นส่วนสำคัญ ในขณะที่ต้อง Balance ข้อมูลด้วย ไม่ใช่เลือกเชื่อข้อมูลด้านใดด้านหนึ่ง เช่น กรณีน้ำพริกที่ในออนไลน์ขึ้นมาก่อน ผมว่าสื่อหลาย ๆ ค่าย หลาย ๆ ฉบับเล่นในตอนแรกตามออนไลน์เลย ด้วยความรู้สึกว่ามันไว ในออนไลน์ออกไปก่อนแล้ว ก็ไม่รู้ว่ามีกี่รายที่พยายามที่จะติดต่อเพื่อฟังความเห็นของอีกฝ่ายหนึ่ง ในช่วงวันแรกเราแทบจะไม่เห็น ผมรอดูหนังสือพิมพ์ในวันรุ่งขึ้นด้วยความเข้าใจว่า ถ้าออนไลน์มันเร็วมันอาจจะมีการตรวจสอบไม่ได้ วันรุ่งขึ้นผมก็ยังไม่เห็น

แต่วันที่สองจะมีเรื่องเสียงของทนาย แต่ผมดูในเกมการช่วงชิงจะเป็นการชิงวาทกรรม น่าสนใจที่การโต้ตอบไม่ได้โต้ตอบผ่านสื่อ Traditional แต่โต้ตอบผ่านเฟซบุ๊กด้วยเรื่องเล่า เป็น Storytelling ที่ชาญฉลาด ใช้การเปรียบเทียบ ไม่ได้ว่าตรง ๆ จริงไม่จริงไม่รู้ แต่เป็นการใช้เทคนิค Storytelling ชั้นเซียน จนผมคิดว่ามีการจ้าง แล้วตอบโต้แบบว่ารู้อยู่แล้วว่าโยนอันนี้กลับไปซึ่งต้องการเล่นกระแสข่าวที่บอกว่า ประเด็นข่าวต้องขับเคลื่อนไปข้างหน้า มันไม่สามารถอยู่กับที่ได้ ไม่สามารถบอกว่าแม่ร้องไห้ทุกวันได้ มันต้องมีอะไรตอบโต้หรือขยับขึ้นไป พอเรื่องนี้ออกมาสื่อทุกแขนงไปหยิบแล้วเอามาลงเลยโดยไม่ถามว่าเรื่องที่เขียนตอบโต้เป็นเรื่องจริงหรือไม่ อันนี้ผมตั้งคำถามสื่อว่าทำไมไม่เช็คว่าคนเขียนคือใคร เขียนทำไม เพื่ออะไร จ้างเอเจนซี่โฆษณาหรือไม่ เป็นยุคราโชมอนที่ต่างคนต่างหยิบความจริงบางส่วน แล้วมาบิด มานำเสนอ ซึ่งก็อยู่ที่เราตัดสินใจ แต่คนที่จะบอกว่า อะไรน่าเชื่อถือมากกว่ากัน น่าจะเป็นหน้าที่ของสื่อมวลชนมืออาชีพ ซึ่งน่าเสียดายที่ยังทำตรงนี้ได้ไม่เต็มที่

คุณพรรณี อมรวิพุธพนิช บรรณาธิการรายงานพิเศษเนชั่นทีวี

คุณพรรณี อมรวิพุธพนิช บรรณาธิการรายงานพิเศษเนชั่นทีวี

คุณพรรณี อมรวิพุธพนิช บรรณาธิการรายงานพิเศษเนชั่นทีวี กล่าวว่า ขอตอบคำถามที่ อาจารย์มานะ เปิดประเด็นเอาไว้ กรณีแม่ประนอม ตอนที่รู้ข่าวที่แม่ประนอมออกมาพูดว่าตัวเองโดนอะไรบ้าง เราพยายามติดต่อไปที่ลูกสาวที่ถูกพาดพิงถึงแต่เขาเลือกที่จะปิดมือถือ เราพยายามที่จะติดต่อคนรอบข้าง สุดท้ายได้เบอร์ทนายมา ทนายบอกว่าขอไม่ให้ข่าวจะรอแถลง ความผิดพลาดคือเราไม่ใส่ประโยคนี้ คือ พยายามติดต่อ เพราะไม่อย่างนั้นในเนื้อข่าวอาจจะมีข้อความพยายามติดต่อประมาณ 7-8 ข้อความ จึงเลือกที่จะไม่ใส่ หรือจริง ๆ ควรใส่สัก 1 ข้อความ ส่วนการโพสต์เฟซบุ๊กของผู้ที่มีความคิดเห็นอีกด้านหนึ่ง เราได้ส่งข้อความไป แต่ปัญหาของเฟซบุ๊กคือตอนนี้เวลามีอะไรเราจะไม่รู้ว่าใครโพสต์ เพราะเขา Privacy พอสมควร จึงส่งข้อความไปถาม ถ้าเขาไม่ตอบ เราจะรายงานว่ามีคนอ้างว่าอย่างนี้ แต่ขณะเดียวกันก็รอว่าเขาจะออกมาหรือไม่ แต่ว่าเนชั่นจะมีการอ้างถึงว่ามีกระแสของสื่อที่พูดถึงในอีกมุมมองหนึ่ง คือเราพยายามจะให้มีหลายมุมมอง เพราะฉะนั้นมีมุมมองของแม่ประนอมแล้ว แต่มีมุมมองที่พูดถึงลูกสาวคนโตของเขาที่มีคนแชร์เยอะ เราก็บอกว่ามีการแชร์เรื่องนี้เยอะ เพราะฉะนั้นคนตัดสินไม่ใช่เราแต่เป็นคนอ่านว่ามีการแชร์ หน้าที่ของเราไม่ไปตัดสินตรงนี้ แต่ว่าเรื่องสืบหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน ก็พยายามทำและจะทำให้มากขึ้น

คุณคณาโชค ตามจิตเจริญ รองประธานสภาผู้ประกอบวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ไทย กล่าวว่า สื่อมวลชนในยุคปัจจุบันทำงานยากเพราะปัจจัยตัวหนึ่งคือ อำนาจของผู้มีอำนาจในปัจจุบัน หรือรัฐบาลชุดปัจจุบัน ที่พูดอย่างนี้เพราะถ้าเป็นเรื่องโซเชียลที่เป็นเรื่องทางสังคม ครอบครัว หรือเรื่องดารา บันเทิง รัฐบาลทุกรัฐบาลจะให้นำเสนอได้เต็มที่ แต่ถ้าเป็นเรื่องคอรัปชั่น การเมือง ราชการ หรือเกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจ ค่อนข้างจะสุ่มเสี่ยงกับการถูกจับกุมหรือถูกเบรกไม่ให้นำเสนอ ถ้าจะพูดถึงกรณีปอ ทฤษฎี ผมว่าสื่อหลักเป็นสื่อที่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลมากที่สุด และไม่อุดมปัญญา นำเสนอเป็นเดือน ๆ แต่ถ้าเขาไม่เสนอแบบนี้ ไปเสนอเรื่องที่สุ่มเสี่ยง เขาอาจจะถูกจับ กรณีการวิพากษ์วิจารณ์ ถ้าวิจารณ์ผู้มีอำนาจก็จะถูกจับกุม แต่ถ้าวิจารณ์เรื่องความสัมพันธ์ดารา ไม่มีปัญหา ไม่เคยถูกจับกุม ไม่เคยถูกอะไรทั้งสิ้น นั่นคือการที่เรากำลังสร้างสังคมที่ไม่ได้อุดมปัญญาอะไร เป็นการติดตามเรื่องราวของบุคคลบุคคลหนึ่ง ซึ่งก็คือบุคคลสาธารณะ ซึ่งต้องยอมรับว่าบุคคลสาธารณะเขาก็ต้องการสิทธิส่วนบุคคลของเขา แต่ที่ผ่านมาสื่อหลักทุกสื่อ เล่นประเด็นเป็นเดือน ๆ จริง ๆ ไม่มีอะไรจะเล่นก็เล่นอยู่อย่างนั้น นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องการใช้โซเชียลมีเดียอย่างไลน์หรือว่าเฟซบุ๊ก ที่พบว่าเปอร์เซ็นต์ที่โพสต์ไปโพสต์มาในไลน์หรือเฟซบุ๊กมีเรื่องลามกอนาจารค่อนข้างมาก มีเดียมอนิเตอร์เคยศึกษาหรือไม่ ว่าเปอร์เซ็นต์ที่ไปแชทกัน ส่งรูปโป๊มีเท่าไร ส่งรูปที่เป็นประโยชน์กี่เปอร์เซ็นต์ ผมไม่เคยเห็นข้อมูลอันนี้เลย แต่ที่ผมสำรวจเองเพราะผมเล่นไลน์อยู่ รูปโป๊มาทุกวัน บางกลุ่มไลน์ส่งหนังโป๊ให้กันทั้งวัน นี่คือสิ่งที่เกิดในสังคมโซเชียลเน็ตเวิร์ค

เท่าที่ได้ติดตามมูลนิธินี้มาตลอด ผมไม่เห็นอยู่สองเรื่อง คือ เรื่องขององค์กรควบคุมดูแลกันเอง เรื่องจริยธรรมพูดกันตลอด แต่ประเทศไทยจริยธรรมกำหนดควบคุมไม่ได้ เพราะองค์กรแต่ละองค์กรเลือกข้างแล้ว ยกตัวอย่างกรณีคุณสรยุทธ สุทัศนะจินดา เชื่อหรือไม่ว่าคน ๆ เดียวสามารถแสดงความแตกต่างได้ขององค์กรทุกองค์กร องค์กรของผมถ้าจะเลือกข้างผมเลือกคุณสรยุทธ ต่างจากแถลงการณ์ของ 2 องค์กรสื่อ ที่ไม่เห็นด้วยที่คุณสรยุทธจะทำงานด้านสื่อในขณะที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ แต่ขณะที่มองอีกมุมหนึ่ง มีเจ้าพ่อสื่อคนหนึ่งที่เป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ ถูกคดีฉ้อโกงธนาคารของรัฐแห่งหนึ่ง แต่ไม่มีแถลงการณ์ห้ามประกอบวิชาชีพ อย่างกรณีคุณสรยุทธแม้ศาลชั้นต้นตัดสินว่ามีความผิดจริง แต่ก็ยังเหลืออีกสองศาล แต่อีกคนที่ชื่อ ส. เช่นเดียวกัน กลับไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์ออกแถลงข่าวให้ยุติการทำงาน นี่คือการเลือกข้างของสื่อบ้านเรา องค์กรควบคุมกันเองก็เลือกข้าง ผมจึงมองว่าน่าจะทำการวิเคราะห์ว่าเพราะเหตุใดจึงไม่มีสื่อใดที่มีความจริงใจในการปฏิบัติที่แบบเป็นกลางจริง ๆ

คุณคณาโชค ตามจิตเจริญ รองประธานสภาผู้ประกอบวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ไทย

คุณคณาโชค ตามจิตเจริญ รองประธานสภาผู้ประกอบวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ไทย

ผศ.มรรยาท อัครจันทโชติ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ขอแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเนื่องจากตอนนี้กำลังทำวิจัยปริญญาเอกเกี่ยวกับเรื่องแนวนี้โดยตรง คือเรื่อง Transmedia storytelling เพื่อช่วยในการขับเคลื่อนประเด็นทางสังคม ตอนนี้ที่เก็บข้อมูลอยู่ก็พบผลวิจัยที่คล้าย ๆ กับที่ อาจารย์สกุลศรีได้พูดขึ้นมา คือการขับเคลื่อนประเด็นทางสังคมทุกวันนี้ ถูกออกแบบทั้งสิ้น เราจึงได้พบว่าบางประเด็นใช้ influencer คนเดียวกัน แต่ว่าบางครั้งมันเวิร์ค บางครั้งไม่เวิร์ค พอไปพูดคุยไปสัมภาษณ์บางครั้งพบว่า มีคนอยู่ข้างหลังที่ช่วยในการออกแบบสื่อที่คนละกลุ่มกัน เราจึงได้พบว่าบางกลุ่มออกมาก็เลยเวิร์ค บางกลุ่มจะนิ่ง ๆ การออกแบบจึงมีผล โดยเฉพาะการเล่าเรื่อง

คนที่ทำงานด้านการออกแบบสื่อเพื่อการขับเคลื่อนในปัจจุบัน หลายคนบอกว่า พอมี storytelling เข้ามา มันจึงต้องมีตัวละคร มีเรื่องความขัดแย้ง เลยตั้งโจทย์ไว้เหมือนกัน อย่างที่ อาจารย์มานะได้พูดไปแล้ว ส่วนใหญ่ในการขับเคลื่อน มักจะเป็นเรื่องเป็นประเด็นที่มีความขัดแย้งค่อนข้างสูง คือ สิ่งที่คนจะมีพลังร่วมได้ มันจะเป็นเรื่องของการมีผู้ร้ายร่วมกัน คือเมื่อไรที่มีการหาผู้ร้ายร่วมกัน หรือทุกคนหาผู้ร้ายร่วมกันได้ คนมักจะออกมาแสดงพลังในโลกที่มันเป็น Active อันเป็นเรื่องของ Collective ด้วย จึงมีการบอกว่า สิ่งสำคัญเรื่องของสื่อออนไลน์ และเรื่องของสื่อออฟไลน์ คือ ออนไลน์ช่วยเรื่องของ awareness ความน่าสนใจคือกรณีเฟซบุ๊ก โซเชียลมีเดีย มันช่วยรวมกลุ่มคนที่สนใจประเด็นเดียวกัน คือเมื่อก่อนอาจจะมีคนสนใจเรื่องนี้ แต่ก็ได้แต่บ่นโดยไม่รู้จะทำอย่างไร แต่พอมีออนไลน์ คนรู้ช่องที่มาร่วมกันได้ แต่ถ้าจะให้เกิดผล ทุกคนยืนยันว่าต้องใช้ออฟไลน์ คือถ้าใช้ออนไลน์อย่างเดียวมันเกิดผลค่อนข้างยากพอสมควร นอกจากนี้ยังมีคนพูดถึงเรื่อง storytelling ที่น่าสนใจอันหนึ่งว่า ปัจจุบันนี้ต้องการฮีโร่ แต่ว่าต้องเป็นฮีโร่คนธรรมดา ไม่ใช่ยุคที่ต้องการฮีโร่ที่เป็นคนมีชื่อเสียง เขาบอกว่าเรื่องที่จะได้ผล คือ เรื่องของคนธรรมดา ๆ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับเราได้ และมีส่วนร่วมที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ มันจะโดนใจกินใจได้มากกว่า

ผศ.มรรยาท อัครจันทโชติ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ผศ.มรรยาท อัครจันทโชติ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คุณชนิกานต์ กาญจนสาลี โปรดิวเซอร์ MCOT News Network กล่าวว่า เป็นประโยชน์มากสำหรับงานในวันนี้ ในนามขององค์กรวิชาชีพและผู้ปฏิบัติงานวิชาชีพอยากสะท้อนมุมมองกับการทำงานภาคสนามจริง ๆ ผสมกับงานวิจัยที่ได้อ่าน คิดว่าการที่จะได้เห็นงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ในเชิงการปฏิบัติการ น่าจะเป็นเป้าหมายสูงสุด สำหรับแนวคิดมีเดียมอนิเตอร์ 10+1 ทำอย่างไร ตรงนี้สำคัญที่สุดโดยเฉพาะเป้าหมายสำคัญ Active citizen เราอยากเห็นสิ่งนี้ร่วมกัน ทีนี้มีข้อปัญหาที่เราอาจจะต้องการต้นแบบ ต้องการการถอดบทเรียน กับกรณีศึกษาเยอะ ๆ เช่น ข่าวดัง ๆ การขับเคลื่อนประเด็นที่มันสำเร็จและไม่สำเร็จ ยกตัวอย่างเช่น คำว่าประเด็นทางสังคมคืออะไร นิยามของการขับเคลื่อนประเด็นทางสังคมคืออะไร เอาคำถามง่าย ๆ ว่าทำไมคนไทยถึงไม่ข้ามทางม้าลาย ถ้าประเด็นทางสังคมที่เราต้องการคือให้คนไทยปลอดภัยมากขึ้น หรือทำไมคนไทยต้องสนใจข่าวคุณสุรชัยดึงหน้า ซึ่งในฐานะคนทำสื่อก็ยังมีคำถามว่าทำไมจึงต้องสนใจข่าวคุณสุรชัยดึงหน้า หรือประเด็นเรื่องนักเรียนทุนหายไปไหน แล้วมันจะยังอยู่ไหม ขณะนี้ได้รับการแก้ไขหรือไม่ ซึ่งต้นแบบที่ดีที่สุดเวลานี้ที่ขอชื่นชมคือ สถาบันอิศรา และ Thai Publica ถ้าสามารถมีเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ หรือโซเชียลแบบนี้ได้ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จที่สุด

คุณชนิกานต์ กาญจนสาลี โปรดิวเซอร์ MCOT News Network

คุณชนิกานต์ กาญจนสาลี โปรดิวเซอร์ MCOT News Network

คุณกิตติภณ ดิษฐบรรจง นักศึกษาคณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยรามคำแหง และ Unicef Partnership กล่าวว่า ขอแสดงข้อขัดแย้งกับผลการศึกษาของ อาจารย์สกุลศรี ที่ในรายงานระบุว่า จ่าพิชิต เป็นภาคประชาชนที่เป็นผู้ขับเคลื่อนประเด็นทางสังคม ส่วนตัวไม่คิดว่า จ่าพิชิต เป็น Active citizen แต่เป็นคนที่นำข่าวมาแสดงความคิดเห็น ส่วนคนที่เป็นผู้ขับเคลื่อนประเด็นทางสังคมโดยส่วนตัวคิดว่าคือ ภาคประชาชนที่สามารถจุดประเด็นที่เป็นผลกระทบกับตัวเขาได้อย่างชัดเจนมากกว่า ซึ่งส่วนตัวเห็นได้จากงานวิจัยชิ้นนี้และอยากให้มีการพัฒนาต่อไป

อีกประเด็นที่อยากเสนอคือ เรื่องสิทธิผู้ต้องหาและสิทธิของเด็ก เนื่องจากมีข่าวเกี่ยวกับเด็ก ป.4 ที่ถูกจับตรวจเชื้อ HIV จะเป็นไปได้ไหมที่สื่อของเราจะให้ความสำคัญกับสิทธิของผู้ต้องหากับสิทธิของเด็กมากยิ่งขึ้น เพราะว่าในปัจจุบันผู้ต้องหามักถูกสื่อไม่เซ็นเซอร์หน้า ไม่ดัดเสียง หรือแหล่งข่าวที่เป็นผู้เสียหายเอง ทุกสื่อส่วนใหญ่ไม่มีการดัดเสียง ไม่มีการอะไรเลย เมื่อเทียบกับสื่อจากต่างประเทศ เช่น BBC ที่ให้ความสำคัญกับสิทธิผู้ต้องหามากกว่าประเทศไทย หรือกรณีตัวอย่างการเสนอข่าวลูกจ้างที่ไปให้กำลังใจแม่ประนอม เพจหนึ่งนำเสนอแบบเซ็นเซอร์หน้า เซ็นเซอร์ข้อมูล แต่อีกเพจหนึ่งนำเสนอเหมือนกันแต่ไม่ปกปิดใบหน้า หรือกรณีตำรวจแถลงข่าวโดยมีผู้ต้องหาร่วมแถลงด้วย เป็นสิ่งที่ Unicef บอกว่าไม่ถูกต้อง จึงอยากให้มีเดียมอนิเตอร์ทำการวิจัยเรื่องนี้ และเชื่อว่าถ้าในอนาคตสื่อให้ความสำคัญกับสิทธิของผู้คนมากขึ้น ใครก็อยากเป็นแหล่งข่าว เป็นผู้ให้ข้อมูลกับสื่อ

คุณกิตติภณ ดิษฐบรรจง นักศึกษาคณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยรามคำแหง และ Unicef Partnership

คุณกิตติภณ ดิษฐบรรจง นักศึกษาคณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยรามคำแหง และ Unicef Partnership

คุณอิมรอน เชษฐวัฒน์ เครือข่ายครอบครัวเฝ้าระวังและสร้างสรรค์สื่อ กล่าวว่า ได้เห็นการเฝ้าระวังในโซเชียลมีเดียเพิ่มมากขึ้น ที่เรียกว่า Social justice เมื่อเกิดผู้ร้ายก็จะมีหลาย ๆ คนที่กระโดดเข้าใส่ แต่ในกรณีศึกษาที่ต้องเสนอสองมุมอย่างที่สื่ออาชีพทำยังไม่ค่อยมีนัก อยากเห็นในกรณีที่ อาจารย์มานะพูดถึงว่าน่าจะมีการรีพอร์ตออกไปว่าเราได้ติดต่อไปกี่ครั้ง แล้วยังไม่ได้รับการตอบกลับหรือเขาแจ้งว่าจะแจ้งตอนแถลงข่าว ลักษณะนี้จะเป็นสองมุมที่เสนอวิธีการที่ถูกต้องให้สังคมได้เรียนรู้ เพราะฉะนั้นเรื่องการเสนอสองด้านหรือการที่คนเราหรือสังคมจะเป็น Active citizen ได้ ก็คงต้องช่วยกันให้เกิดกรณีศึกษามากขึ้น เหมือนการหัดขี่จักรยาน แรก ๆ อาจมีชนรั้วบ้านคนอื่นบ้าง แต่ต่อไปก็จะมีความชำนาญเพิ่มมากขึ้น

คุณอิมรอน เชษฐวัฒน์ เครือข่ายครอบครัวเฝ้าระวังและสร้างสรรค์สื่อ

คุณอิมรอน เชษฐวัฒน์ เครือข่ายครอบครัวเฝ้าระวังและสร้างสรรค์สื่อ

อาจารย์รักชนกชรินทร์ พูลสุวรรณนธี คณะอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล รัตนโกสินทร์ วิทยาเขตไกลกังวล กล่าวว่า ขอเสนอแนะว่าในอนาคต อยากให้มีเวทีแบบนี้ อาจเป็นเวที 10+2 ก็ได้ เพื่อให้เป็นสื่อกลางระหว่างวิชาชีพกับวิชาการ เพราะทุกวันนี้ในด้านวิชาชีพก็มีการขับเคลื่อนของวิชาชีพไป ในขณะที่ในส่วนวิชาการก็ขับเคลื่อนในส่วนของตัวเองไป ซึ่งเป็นลักษณะของเส้นขนานที่ไม่สามารถมาบรรจบรวมกันได้ ดังนั้นหากในอนาคตมีเวทีแบบนี้ เพื่อให้ด้านวิชาชีพและวิชาการลองมาร่วมกัน มีเดียมอนิเตอร์สะท้อนการตีแผ่ เผยแพร่ ความเป็นจริงในสังคมขององค์กรสื่อ ช่วยเสนอแนวทางแก้ไขป้องกัน ไม่ให้เกิดเรื่องราวหรือเหตุการณ์ซ้ำ ๆ เพื่อให้วิชาการได้นำไปใช้ เป็นการติดอาวุธทางปัญญาให้เยาวชนหรือนักศึกษาที่จะป้อนเข้าสู่วิชาชีพสื่อสารมวลชนต่อในอนาคต

อาจารย์รักชนกชรินทร์ พูลสุวรรณนธี คณะอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล รัตนโกสินทร์ วิทยาเขตไกลกังวล

อาจารย์รักชนกชรินทร์ พูลสุวรรณนธี คณะอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล รัตนโกสินทร์ วิทยาเขตไกลกังวล

คุณนงนุช ใจชื่น นักวิชาการ แผนงานวิจัยนโยบายอาหารและโภชนาการเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ กล่าวว่า มี 2 ประเด็นที่อยากสื่อสาร ประเด็นแรกคือมีคำถามเกี่ยวกับงานวิจัยของ อาจารย์สกุลศรี เรื่องแรกคืออยากรู้ว่าทำไมถึงเลือก 3 เรื่องนี้เป็น case study อยากทราบถึงเหตุผลว่าการที่เราจะหยิบยกเรื่องใดมาเป็นกรณีศึกษาเราควรใช้เกณฑ์อะไร เรื่องที่สองคือ ในกรณีที่มีโมเดลที่ 1 คือการ awareness กับโมเดลที่ 2 ที่เป็น Social change แต่ในกรณีของ ปอ ทฤษฎี จริง ๆ กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายอยู่แล้วในการกำจัดยุงลาย แล้วช่อง 3 นำมาต่อยอดว่าทางกระทรวงสาธารณสุขมีการฉีดพ่น อย่างนี้คือสื่อไม่ได้มีส่วนในการเปลี่ยนแปลง แต่ไปสนับสนุนให้นโยบายที่มีอยู่เดิมมีประสิทธิภาพมากขึ้น สรุปคือเหมือนกับเป็นการตรวจสอบด้วยว่านโยบายที่มีได้ไป implement หรือเปล่า มันก็ถือเป็นบทสรุปที่เพิ่มขึ้นมาได้อีก ไม่ใช่แค่ Social change

ประเด็นที่ 2 เป็นประเด็นที่อยากฝากไว้กับมีเดียมอนิเตอร์ คืออนาคตการทำงานของมีเดียมอนิเตอร์ ส่วนตัวคิดว่ามีเดียมอนิเตอร์จำเป็นต้องมี จากที่เคยทำงานร่วมกันยังเชื่อในความเป็น professional ความเป็นมืออาชีพของมีเดียมอนิเตอร์ เพราะฉะนั้นในการที่เราจะทำ methodology สำหรับการศึกษาสื่อโดยเฉพาะสื่อดิจิตอล คิดว่าควรจะมีเดียมอนิเตอร์ เพื่อที่จะมาทำกับภาคี แล้วออกแบบ methodology ที่สอดคล้องกับหัวข้อนั้น ๆ มีเดียมอนิเตอร์อาจจะมีรูปแบบการทำงานตามที่ อาจารย์เอื้อจิตเสนอมา แต่อย่างไรก็ตามในตัว methodology เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการทำการวิจัย เมื่อเราตั้งคำถามได้แล้ว ตัว methodology จะเป็นเครื่องมือในการหาคำตอบของเรา เพราะฉะนั้นคิดว่าอย่างไรก็ต้องมีมีเดียมอนิเตอร์ในการทำงานต่อไป

คุณนงนุช ใจชื่น นักวิชาการ แผนงานวิจัยนโยบายอาหารและโภชนาการเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ

คุณนงนุช ใจชื่น นักวิชาการ แผนงานวิจัยนโยบายอาหารและโภชนาการเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ

อาจารย์สกุลศรี ศรีสารคาม ตอบคำถามคุณนงนุช ใจชื่น ด้วยข้อจำกัดเรื่องขอบเขตเวลา จึงพยายามหา case ที่ไม่ใช่เรื่องใหญ่จนเกินไป เพราะถ้าเป็นเรื่องใหญ่เรารู้อยู่แล้วว่าคนต้องมีส่วนร่วม แล้วจะมองไม่เห็นว่าถ้าเป็นเรื่องที่เริ่มจุดจากประเด็นเล็ก ๆ หรือประเด็นที่คนจุดกันจะต่อได้อย่างไร นี่คือสองขั้นตอนในการหา case สามคือพยายามหาความแตกต่าง เช่น เรื่องหนึ่งมาจาก influencer อีกเรื่องหนึ่งมาจากประเด็นของข่าว อีกเรื่องมาจากมุมของรัฐบาล เพื่อดูว่าจะมีการขับเคลื่อนที่ต่างกันหรือไม่

อาจารย์สุภาพร โพธิ์แก้ว กล่าวสรุปว่า สิ่งที่มีเดียมอนิเตอร์ พยายามออกแบบและสะท้อนงานวิจัยมาโดยตลอด ก็คือการพยายามทำบทบาทเฝ้าระวังอาการทางสังคมด้วยเครื่องมือที่เที่ยงที่สุด เพราะว่าอาการทางสังคม ทุกภาคส่วนของสังคมต่างก็มีความรู้สึกต่ออาการนั้นอยู่แล้วแต่เป็นความรู้สึกตามแต่เกณฑ์และมุมของเรา เช่น รู้สึกเมื่อยตัวสงสัยจะเป็นไข้ แล้วเราก็ไม่รู้จริงหรือเปล่าก็ไปซื้อยาแก้ไข้มากิน มีเดียมอนิเตอร์พยายามสร้างเครื่องมือตรงนี้ แต่การหาเครื่องมือที่เที่ยง โจทย์ที่เป็นปัญหามากที่สุดคือมักจะไม่ค่อยทัน เขาเรียกว่าอาการลามปามเลยไปบ้างแล้ว มีอาการใหม่แทรกซ้อนแล้ว พอผลการศึกษาของมีเดียมอนิเตอร์ออกมาก็ประสบกับปัญหาข้อที่ว่าเพิ่งมาตอบ เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นโจทย์ที่ท้าทายกลไกการเฝ้าระวังอาการทางสังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านการสื่อสารซึ่งยังเป็นโจทย์ที่ท้าทาย โมเดลที่มีเดียมอนิเตอร์สร้างขึ้นมา คิดว่าข้อหนึ่งที่ทำได้ดีมากคือการที่พยายามขยายการมีส่วนร่วม หมายความว่าการใช้มืออาชีพอย่างเดียวก็เป็นข้อหนึ่งแต่การติดอาวุธ เขาเรียกว่าเหมือนถ้าเราคิดว่ามีอาการป่วยไข้

อย่างกรณีเราไปตรวจคลอเรสเตอรอลก็ได้ ประจำปีเขาให้ไปตรวจก็ไปตรวจได้แต่เราสามารถสังเกตอาการบางอย่างได้ด้วยใจที่เที่ยงธรรม ดังนั้นกลไกของการพัฒนาเครื่องมือชนิดนี้แล้วไปสร้างให้เป็นชุดความรู้ในภาคประชาสังคม ในประชาชนทุกหมวดจึงจำเป็น สิ่งที่สำคัญมันไม่ใช่ 10 ปี ของมีเดียมอนิเตอร์ที่ทำมา อาจจะต้องถอดรหัสของโจทย์ที่จะพัฒนาเครื่องมือ คิดว่าอาการของสังคมมันหนักกว่าทางกายภาพความเจ็บไข้ได้ป่วย สิ่งที่มันหนักกว่าในทางสังคมคือความซับซ้อนมันมาเร็วมาก เพราะฉะนั้นบทบาทของมีเดียมอนิเตอร์ในยุคใหม่คิดว่านอกจากการถอดบทเรียนเป็นชุดความรู้แล้วขยายชุดความรู้ไปสู่การเป็นเครื่องมือของประชาชนแล้ว มีเดียมอนิเตอร์ยังต้องทำงานการพัฒนาแบบนี้อย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นการทำงานวิจัยร่วมกับนักวิชาการหรือภาคีเครือข่ายก็ยังจำเป็นต้องทำ คิดว่าทิ้งไปเลยคงไม่ได้ อาจจะต้องมีการทำงานเชิงการสื่อสารที่มีการขับเคลื่อนแล้วมีเดียมอนิเตอร์หรือภาควิชาการที่มาจากหลายสถาบัน ต้องจับไม้จับมือกัน ก็คือเวทีถอดบทเรียนของการใช้สื่อและพื้นที่การสื่อสารในสาธารณะ อาจจะต้องมีงานที่ต่อเนื่องและทุกเวทีสามารถถอดบทเรียนได้ อันนี้จะโยงมาถึงข้อ เสนอแนะต่อผลการศึกษาของอ.สกุลศรี เรื่องบทบาทของสังคมออนไลน์ว่าอาจจะต้องเน้นว่า ดึงมาแค่ 3 กรณีศึกษา ไม่ใช่โมเดลที่เป็นทางออกของปัญหาทั้งหมด ไม่ใช่งานเสนอแบบมีทางออกสำเร็จรูป มีแค่บางเรื่องเท่านั้น แต่เป็นงานที่เปิดพื้นที่ให้นักวิจัยเข้ามาเติมเต็ม

เรื่องถัดมาบทบาทการขับเคลื่อนเชิงนโยบายของมีเดียมอนิเตอร์ เป็นโมเดลที่ยังใช้งานได้ดีคือการร่วมมือกับภาคี เพราะว่าบทบาทนักวิจัยมืออาชีพของมีเดียมอนิเตอร์ที่พยายามสร้างความเที่ยงของเครื่องมือที่ใช้ศึกษาชี้อาการ แต่ว่าพอถึงขั้นวินิจฉัยเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาต้องใช้ทีมผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขามาก คิดว่าโมเดลนี้จะต้องบันทึกไว้ให้รู้ ไม่อย่างนั้นสังคมเราจะผลีผลามกับการบอกเป็นนักมีเดียมอนิเตอร์แล้วฉันแก้โรคทุกโรคได้ ซึ่งดิฉันไม่เชื่อ อย่างไรเสียเราจะต้องยืนยันว่าการแก้โรคหรืออาการทางสังคมต้องอาศัยความร่วมมือและความเชี่ยวชาญที่หลากหลายด้าน เพราะฉะนั้นโมเดลการทำงานของมีเดียมอนิเตอร์ที่จับมือกับภาคีทางด้านปัญหาเรื่องอาหารและอีกหลายเรื่อง เป็นโมเดลที่ดีมากเพราะมันเจอทางออกในแบบที่นำไปปฏิบัติได้

คุณปรเมศวร์ มินศิริ กล่าวสรุปว่า ภารกิจการมอนิเตอร์ต่อไปจะหนักมากขึ้นเพราะว่าตอนนี้ภูมิทัศน์สื่อไม่ได้มีเพียงช่อง 3 5 7 9 เหมือนเดิมแล้ว กลายเป็นว่าสื่อขยายตัวมากขึ้น อาจจะพบว่าเพจบางเพจมีพลังในการสื่อออกไปค่อนข้างมาก ตัว influencer บางคนหรือหลาย ๆ คนสามารถเปลี่ยนแนวคิดของคนในสังคมได้เยอะมาก เพราะฉะนั้นถ้าจะต้องจับตาดูตรงนี้จริง ๆ คิดว่าน่าจะเป็นภารกิจที่เป็นเรื่องใหญ่ อยากฝาก 2 ประเด็น คือ ประเด็นหนึ่งซึ่งสำคัญมากในวงการสื่อ เมื่อไม่กี่เดือนนี้ถ้าใครได้ดูคลิปกรณีดีเจถอยรถมาชน จะมีอยู่คลิปหนึ่งเป็นคลิปที่คุณดีเจกำลังยืนคุยกับตำรวจผู้หญิงคนหนึ่งท่าทางเหมือนกับกำลังแก้ตัว พูดจาเสียงดัง เสร็จแล้วพอเขาเดินปลีกตัวออกมาเขาหยิบมือถือขึ้นมาดู เราจะสังเกตจากบุคลิกของเขา จากอวัจนภาษาของเขา ที่มีท่าทางเปลี่ยนไป เมื่อได้อ่านข่าวตัวเอง ปรากฏการณ์นี้คือ ปรากฏการณ์ตกเป็นข่าวโดยที่สถานการณ์ยังไม่จบ คนๆนั้นยังอยู่ในเหตุการณ์ แต่ว่าได้รับข่าวแล้ว ข่าวมันเดินไวมาก สมัยก่อนเราบอกว่าประชาชนยังไม่รู้จึงต้องมีสื่อเป็นคนรายงานให้ประชาชนทราบ แต่ว่าระยะหลัง ต่อไปในหลายๆ เรื่อง สื่อกลายเป็นคนที่เดินตามสถานการณ์คือสถานการณ์ก็ยังไม่จบประชาชนก็เผยแพร่ไปแล้ว เพราะฉะนั้นสื่อที่อยู่ในกระแสหลักจะตกอยู่ในแรงกดดันที่ต้องทำงานแข่งกับเวลา คือจริง ๆ พอสื่อได้คลิปนั้นมาควรจะต้องรอสัมภาษณ์ดีเจคนนั้นก่อนถึงจะครบถ้วน แต่ว่าในสถานการณ์นั้นไม่สามารถทำได้เพราะประชาชนต้องการแล้ว สื่อตกอยู่ในภาวะที่ต้องรายงานไปก่อน โดยบอกว่าเป็นข่าวที่ยังไม่ได้สัมภาษณ์ดีเจคนนั้น เพราะเขายังไม่ออกจากสถานการณ์ แต่เรายินดีจะตามไปสัมภาษณ์หลังจากนี้ ปัจจุบันจะเจอข่าวลักษณะนี้เยอะคือต้องตามดูข่าวต่อไป

ประเด็นที่สองก็คือเรื่องคนดัง แต่ก่อนผมไม่คอยเข้าใจเรื่องนี้ว่าทำไมผมจะต้องถามข่าวคนดังขนาดนั้น จนมีอยู่วันหนึ่งหลายปีแล้วได้ดูรายการที่มีการพูดคุยกับนักจิตวิทยา นักจิตวิทยาท่านนี้มาบรรยายโดยสรุปคือเขาเล่าให้ฟังว่ามนุษย์จริง ๆ แล้วในอดีตรู้จักและจำคนได้ไม่กี่คนคือคนในครอบครัวและหัวหน้าเผ่า เพราะฉะนั้นพอเริ่มมีสังคม เริ่มมีสื่อแล้วสื่อสร้างคนดัง ผ่านสื่อกระแสหลัก ผ่านผลงาน บางคนก็เป็นนักการเมือง เป็นดารา เป็นนักร้อง เพราะฉะนั้นคนที่เขานั่งดูโทรทัศน์อยู่ต่างจังหวัดเขาจะจำคนได้ไม่กี่คนในชีวิต เป็นดาราละคร นักร้อง นักการเมืองคนที่ตัวเองชอบไม่กี่คน คนส่วนใหญ่รู้จักคนน้อย เพราะฉะนั้นถ้ามีอะไรเกิดขึ้นแม้จะเพียงเล็กน้อยกับคนเหล่านี้เขาก็จะต้องการที่จะติดตามข้อมูลข่าวสารบางทีอาจจะดูน่ารำคาญบ้าง ทำไมเสนออยู่ได้ทุกวัน อย่างล่าสุดข่าวน้องมะลิที่ต้องรายงานทุกวันเพราะมีคนต้องการดูทุกวัน เป็นสิ่งที่เขาชอบแล้วเขาก็อยากจะติดตาม นี่ก็คือความเหลื่อมล้ำอย่างหนึ่งเหมือนกันเพราะว่าคนดังขยับนิดเดียวก็จะมีคนสนใจ แต่คนที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก ทั้งที่เรื่องที่เกิดขึ้นกับเขานั้นเป็นเรื่องใหญ่มาก สังคมควรจะสนใจมากกว่านี้ สื่อควรจะสนใจมากกว่านี้ แต่กลับไม่ได้รับการสนใจ ซึ่งบางทีสื่อก็เหนื่อยกับการต้องตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคนดัง แต่ต้องทำ เพราะมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่สนใจอยากทราบ เพราะฉะนั้นสื่อมวลชนยังทำงานแบบนี้อยู่ แต่อาจจะไม่ถูกใจ ก็ฝากให้ทางมีเดียมอนิเตอร์ช่วยดูด้วย

ดร.มานะ ตรียาภิวัฒน์ กล่าวสรุปว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันนี้และต่อไปในอนาคตเป็นโจทย์ที่ยากมากขึ้นเพราะคำว่าสื่อมวลชนโดยเฉพาะคำว่าสื่อมวลชนมืออาชีพกับสื่อมวลชนธรรมดาในฐานะที่เป็นบุคคลปกติ เส้นแบ่งมันจางลงไปเรื่อย ๆ โจทย์สำคัญคือวันนี้คนบางคนบอกว่าเป็นสื่อแต่ถามว่าสื่อออนไลน์เป็นสื่อไหมบางคนบอกไม่ใช่ เส้นแบ่งเมื่อก่อนคำว่ามืออาชีพกับมือสมัครเล่นเป็นนักข่าวพลเมือง เมื่อก่อนบอกว่าทำงานรับเงินเดือน มีกรอบจรรยาบรรณมากกว่า ทุกวันนี้จะบอกได้ไหมว่าคุณประสงค์ สำนักข่าวอิศราเป็นนักข่าวมืออาชีพหรือเปล่าเพราะเขาไม่ได้สังกัดสำนักข่าวในแบบเดิม แต่ความเป็นมืออาชีพมันวัดตรงไหน คิดว่าเส้นแบ่งตรงนี้ต้องวัดให้ดีแล้วก็พูดให้ชัด สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างกรณีเรื่องคุณปอ สื่อที่ยังมีลักษณะแบบเดิมอยู่ก็จะเป็นเดือดเป็นร้อนมากว่าทำไมโทษสื่อ เวลาที่ไปแย่งกันถ่ายรูปคุณปอมีสื่ออยู่ไม่กี่คน คนอื่นเป็นใครก็ไม่รู้ ก็โทษกันไปโทษกันมา เพราะฉะนั้นในความไม่ชัดเจนของสื่อคิดว่าบทบาทของมีเดียมอนิเตอร์ยังมีความสำคัญในเรื่องของการเฝ้าระวัง โดยเฉพาะในการให้เครื่องมือการวัดตรวจโรคพื้นฐานกับคนธรรมดาทั่วไป ให้รู้อาการของโรค

แต่ที่น่าสนใจมากกว่านั้นคือ หลังจากที่แจ้งผลการศึกษาของมีเดียมอนิเตอร์ออกไปแล้วใครจะหยิบประเด็นไปขับเคลื่อนทางสังคมต่อ ที่ผ่านมายังขาดอยู่โดยเฉพาะในประเด็นของสื่อหลายๆ เรื่อง ที่ผ่านมามีเดียมอนิเตอร์ทำ Content แล้วยังต้องไปขับเคลื่อนเองด้วย ต้องไปยื่นที่ กสทช. พยายามให้เกิดการแก้ไขเรื่องโน้นเรื่องนี้ คนเดียวทำไมต้องทำหลายบทบาท มันน่าจะมีองค์กรน่าจะมีเครือข่ายอะไรต่างๆ ที่รับช่วงทำงานต่อ ในหลายประเด็นมีคนทำงานต่อ เช่น ประเด็นเรื่องอาหาร เรื่องเด็ก เรื่องเหล้า แต่ประเด็นเรื่องของสื่อเองซึ่งเป็นตัวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านยังไม่มีคนทำงานต่อ ซึ่งเป็นโจทย์หนึ่งที่ทั้งมีเดียมอนิเตอร์ทั้งในแวดวงของวิชาการ วิชาชีพ อาจจะต้องมาพูดคุยให้ความสำคัญตรงเรื่องนี้ให้มากขึ้น

ผศ.ดร.เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ ผู้อำนวยการโครงการมีเดียมอนิเตอร์

ผศ.ดร.เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ ผู้อำนวยการโครงการมีเดียมอนิเตอร์

ผศ.ดร.เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ ผู้อำนวยการโครงการมีเดียมอนิเตอร์ สรุปสาระสำคัญ และ กล่าวปิดการประชุม งานวันนี้โจทย์คือนำเสนองานวิจัยของอาจารย์สกุลศรี เพราะถือว่าเป็นประชุมวิชาการแล้วก็เป็นงานวิชาการที่โครงการได้รับความร่วมมือจากนักวิชาการ โจทย์ข้อที่สองคือ มานำเสนอว่ามีเดียมอนิเตอร์เป็นอย่างไรและก็มาบอกโดยนัยยะว่ามีเดียมอนิเตอร์จะปิดการทำงานแล้ว ขอสรุปในส่วนของงานอาจารย์สกุลศรี ซึ่งต้องเพิ่มเติมผลการศึกษาตามความคิดเห็นของวิทยากรเวที โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องมิติสังคม จนถึงทำอย่างไรที่ไม่ให้การศึกษาอาการเคลื่อนไปของประเด็นหรือเรื่องราว 3 เรื่องที่ศึกษา เป็นการศึกษาแค่ปรากฏการณ์ที่พบบนสื่อและสื่อออนไลน์ จะทำอย่างไรให้สิ่งนั้นมันซ้อนทับและเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์ทางสังคม จะทำอย่างไรให้ 3 เรื่องราวนั้นมันสะท้อนอะไรมากกว่าว่าเจออาการอะไรใน 3 เรื่อง

ส่วนงานภาพรวมทั้งหมดดูเหมือนจะยอมรับร่วมกันว่าเรื่องของภูมิทัศน์สื่อ การไหลข้ามสื่อ การที่ตั้งคำถามว่าเส้นแบ่งระหว่างสื่ออาชีพ สื่อมวลชน หรือแม้กระทั่งการถกทวงถามว่าแล้วสื่อสารกันไปเพื่ออะไร มันก็มีเรื่องของปัจเจก เรื่องของการระดมสรรพกำลังทางสังคม แล้วก็มีเรื่องที่น่าสนใจอยู่ด้วยเหมือนกันคือมีการตั้งคำถามไปที่ตัวเปลี่ยนแปลงสำคัญ ถึงแม้วันนี้จะไม่มีเรื่องการเมือง มันก็มีเรื่องเกี่ยวกับระบบอำนาจในการจัดการไม่ว่าจะเป็นการกำหนดช่องทาง การทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในจริยธรรมสื่อ การทำให้สังคมสามารถเข้าไปในเรื่องส่วนตัวโดยมองว่าเป็นเรื่องความยุติธรรม เป็นเรื่องความถูกต้อง

ขณะเดียวกันก็กระตุกได้เหมือนกันว่าสิ่งนี้มันเป็นเรื่องส่วนตัวนะ ทุกอย่างมันถูกตั้งคำถามเป็นสองขั้วชัดเจน ในส่วนของประเด็นทางสังคมก็ปรากฏว่ามีประเด็นมากแล้วก็มีประเด็นคำถามอีกว่าในที่สุดพอเราเจออาการแล้วการเปลี่ยนแปลงอยู่ที่ไหน ใครเป็นคนไปตามการเปลี่ยนแปลง ตรงนี้ขอเรียนว่า มีเดียมอนิเตอร์เกิดมาด้วยการทำงานร่วมกับภาคี ที่ผ่านมามีการลองหลายแบบ เช่น ทำไปก่อนพอมีเพื่อนมีคนยอมรับเราก็เดินเข้าไปหาเชิงประเด็นกลุ่มเด็ก กลุ่มผู้หญิง ถามว่าอยากทำเรื่องนี้ไหม มาช่วยกันออกแบบเครื่องมือแล้วหาคนมามอนิเตอร์ ก็พบว่าภาคีมีประเด็น มีโจทย์ให้แต่ไม่มีคนร่วมทำงาน เพราะฉะนั้นถ้ามีเดียมอนิเตอร์จะส่งเสียงไปก็คือ เรียกร้องให้ดำเนินการร่วมกัน เราผ่านเส้นทางนั้นมาแล้ว เราไปถามเชิงประเด็นในช่วงที่ก่อนจะมาเจอกับ FHP มีเดียมอนิเตอร์มีชุดประสบการณ์กว่า 10 ปี มีความคิดว่าจะออกแบบเครื่องมืออย่างไร ให้เครื่องมือนั้นถูกใช้อย่างกว้างขวาง

เพราะฉะนั้นในที่สุดแล้วมันต้องมีตัวแกนกลางในการทำ วันนี้ก็ได้เจอ community อาจารย์สุภาพรใช้คำว่าชุมชน คิดว่าวันนี้ก็เจอชุมชนเหมือนกัน นักวิชาการ นักวิชาชีพ ผู้ขับเคลื่อนเชิงประเด็น พอเอาเข้าจริงแล้วสิ่งนี้ที่เรียกว่ามีเดียมอนิเตอร์ มันคือกลไกลที่ยังสำคัญอยู่ในสังคม ในสังคมทีเราเชื่อมั่น ตั้งคำถาม สงสัย คาดหวัง ในสื่อและการสื่อสาร คิดว่ามันเป็นเรื่องปกติ เพราะฉะนั้นกลไกนี้ยังคงอยู่ในสังคมแต่กลไกนี้ทำโดยหลายๆ ส่วนในสังคม คิดว่าเป็นสิ่งที่เราจะต้องมองต่อไป ร่วมกับภาคีด้วย มันหมดเวลาแล้วที่มีเดียมอนิเตอร์จะมาแบกอยู่แล้วก็เผชิญกับภาวะอะไรต่างๆ มากมาย

แล้วที่สำคัญเหนืออื่นใดที่ต้องพูดตรงนี้เลยเพราะว่ามีองค์กรระหว่างประเทศพยายามให้พูดว่าการที่โครงการต้องยุติเป็นเพราะ คสช.ให้ยุติใช่ไหม ต้องการคำตอบนี้เลย ซึ่งได้ตอบกลับไปว่าโครงการก้าวหน้ากว่า คสช. เพราะโครงการประกาศจะยุติก่อนที่ คสช.จะให้ คตร. ไปตรวจสอบ สสส. แล้วได้ข้อสรุปว่าการสนับสนุนทุนให้ระบบสื่อไม่ใช่ภารกิจของงานด้านสุขภาพ จนนำไปสู่การตีความสุขภาวะใหม่ เพราะฉะนั้นในที่สุดมันก็มาจบที่ระบบอำนาจเหมือนเดิม ถ้าไม่มี สสส. ถามว่าโครงการนี้จะเกิดไหม ถ้าไม่มีสสส.ถามว่าใครจะให้ทุน เรื่องทุนไม่ใช่เรื่องที่มีเดียมอนิเตอร์จะต้องปิดเพราะว่าเราไม่มีเงิน ยืนยันว่าโครงการนี้ถ้าไปเขียนขอทุนก็ได้ แต่สิ่งสำคัญคือคน แล้วสิ่งสำคัญอีกอย่างซึ่งเป็นโจทย์ของวันนี้ก็คือกระแสสื่อกระแสสังคมเปลี่ยนเร็ว กลไกและกระบวนการมอนิเตอร์สื่อ ควรจะเป็นอย่างไร

ภาพบรรยากาศ