Category Archives: บทความ

สัมภาษณ์ รศ.ดร.พิรงรอง รามสูต รณะนันท์” “ปฏิรูปสื่อกับอนาคตสังคมไทย”

“ปฏิรูปสื่อรอบนี้ เป็นความพยายามปรับปรุงสื่อ ยากที่จะสำเร็จหากสังคมไม่ร่วมด้วย และอาจมีวาระซ่อนเร้น” "รศ.ดร.พิรงรอง รามสูต รณะนันท์" อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีมุมมองต่อการปฏิรูปสื่อ (รอบ 2) ในครั้งนี้ว่า ยากที่จะสำเร็จ เพราะไม่เหมือนกับการปฏิรูปรอบแรก และตั้งคำถามว่า ภาพสื่อที่กำลังปฏิรูปนั้นแตกต่างกับในอดีต และมีนัยยะทางการเมืองที่อาจเกี่ยวข้องกับอนาคตสังคมไทย ว่าจะไปในทิศทางใด มีเดียมอนิเตอร์: ปฏิรูปสื่อครั้งแรก (เมื่อปี 2540) กับการปฏิรูปสื่อรอบนี้ (2553) ต่างกันอย่างไร พิรงรอง: การปฏิรูปสื่อรอบแรกเกิดจากความต้องการของสังคมร่วมกัน ว่าอยากจะเปลี่ยนแปลงสังคม มีแรงขับเคลื่อนจากภาคประชาชนมากกว่า ตั้งแต่กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ และการบัญญัติรัฐธรรมนูญหลายมาตราที่เกี่ยวข้องกับสื่อ...

วาทกรรมผิวขาว โฆษณา และความสวยหล่อในสังคมไทย

โดย ผศ.ดร.พิรงรอง รามสูต รณะนันทน์  คอลัมน์ "มองสื่อสะท้อนสังคม" คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บทความนี้เขียนขึ้นจากอารมณ์ที่ถูกกระตุกโดยสองเหตุการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลย เหตุการณ์แรก คือ คำถาม (แบบต้องการย้ำให้แน่ใจ) ของลูกสาววัยเพิ่งจบอนุบาลที่ว่า “เป็นผู้หญิงต้องขาวถึงจะสวยไม่ใช่หรือคะ” กับ การรายงานของนิสิตปริญญาโทซึ่งหยิบเอาการโฆษณาของเครื่องดื่ม (ที่กล่าวอ้างว่า) บำรุงความขาวยี่ห้อหนึ่งซึ่งนำเสนอในพื้นที่รถไฟฟ้าบีทีเอส ทั้งในตัวขบวนรถและพื้นที่ของรถไฟฟ้าว่า “สำรองที่นั่งสำหรับ…คนขาว” กับผลสะท้อนที่ตามมามาเป็นกรณีศึกษา ในกรณีแรก หากดูเผินๆ ก็คงสรุปได้ง่ายๆ ว่า เด็กวัยหกขวบคนหนึ่งดูทีวีมากเกินไป เลยซึมซับเอาทรรศนะความงามตามแบบของโฆษณาผลิตภัณฑ์ประเภทไวท์เทนนิ่ง (ทำให้ผิวขาวขึ้น) มา แต่ถ้าวิเคราะห์ดีๆ คำพูดไร้เดียงสานี้ไม่เพียงสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างสีผิวกับความงามเท่า...

สื่อการเมือง-สื่อเลือกข้างต้องไม่ยุให้คนทำผิดกฎหมาย

ท่ามกลางกระแสการแข่งขันในการรายงานข่าวการเลือกตั้ง โดยเฉพาะการติดตามนำเสนอความเคลื่อนไหวของหัวหน้าพรรคการเมืองที่มีโอกาสจะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล จนกระทั่งเกิดอุบัติเหตุกับรถของสำนักข่าวต่างๆที่ติดตามการหาเสียงของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ภาพข่าวจากอุบัติเหตุครั้งนี้ ได้รับการเผยแพร่ในทันทีผ่าน Social Media โดยผู้สื่อข่าวที่อยู่ในเหตุการณ์ทำให้มีการตั้งคำถามถึงสวัสดิภาพของผู้สื่อข่าวที่ทำหน้าที่ติดตามทำข่าวบุคคลสำคัญของบ้านเมือง ที่ต้องนั่งรถติดตามขบวนของนักการเมืองซึ่งใช้ความเร็วสูงเพื่อให้ถึงจุดหมายตามกำหนดเวลาที่ทีมงานวางไว้ (อ้างอิงจาก Twitter ของ @Jeerapong_nna) ตามด้วยข้อสังเกตต่อรถของสำนักข่าวต่างๆที่ติดตามขบวนของนักการเมืองว่าประกอบด้วยรถของสำนักข่าวใดบ้าง ซึ่ง 1 ในนั้นมีรถของสำนักข่าวแห่งหนึ่งที่ทำข่าวเสนอทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ซึ่งมีรายการส่วนใหญ่สนับสนุนการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงอย่างชัดเจน โดยรถสำนักข่าวแห่งนี้ ได้ติดสติ๊กเกอร์หมายเลขสมัครรับเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทยไว้อย่างชัดเจนอย่างชัดเจน (ต่อมาได้ถูกแกะออกไปโดยอาจจะเกรงว่าจะเกิดปัญหากับพรรคเพื่อไทย) นี่เป็นสาเหตุของคำถามต่อมาจากเพื่อนผู้ประกอบวิชาชีพสื่อถึงการเกิดขึ้นและดำรงอยู่ของสื่อที่ประกาศตัวชัดเจนว่าสนับสนุนพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมือง ซึ่งบางคนเรียกว่าสื่อการมือง หรือบางคนก็เรียกว่า สื่อเลือกข้าง พร้อมทั้งถามหาจุดยืนขององค์กรวิชาชีพที่มีต่อสื่อลักษณะนี้ เรื่องนี้ มีประเด็นที่ต้องพิจารณาอยู่ 2-3 ประเด็นได้แก่ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานของเสรีภาพสื่อมวลชนในระบอบประชาธิปไตย...

ข่าวการเมืองช่วงเลือกตั้ง : ธาม เชื้อสถานปศิริ

โดย ธาม เชื้อสถาปนศิริ ในช่วงฤดูการหาเสียงเลือกตั้ง  เรามักมีโอกาสใกล้ชิดกับนักการเมืองมากขึ้น ไม่ว่าจะผ่านการพบเจอป้ายหาเสียงตามท้องถนน หรือหน้าจอโทรทัศน์ หรือหน้าหนังสือพิมพ์ เดี๋ยวนี้ติดตามได้ตลอดผ่านโลกอินเตอร์เน็ตอย่างเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ เรียกว่าตามกันแบบนาทีต่อนาทีเลยทีเดียว ข่าวสารการเมืองที่เราเสพกันอยู่นี้ นับว่าได้ประโยชน์บ้างมากน้อยแตกต่างกัน นักการเมืองเข้ามายึดครองพื้นที่ข่าวสารมากขึ้น ก็เพราะฤดูกาลหาเสียงและโอกาสทางการเมืองเป็นปัจจัยสำคัญ ขณะที่ประชาชนก็อยากที่จะรู้จักผู้สมัคร หรือพรรคการเมือง ได้รู้ว่าแต่ละพรรค แต่ละคน มีความตั้งใจ หรือนโยบายใดที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ทำได้จริงหรือไม่ ขี้คร้านที่สื่อจะตรวจสอบ แต่ฟังดูเอาสวยหรู แต่ละพรรคเกทับกันก็เท่านั้น ประชาชนไม่ไดประโยชน์อะไร เสถียร วิริยะพรรณพงศา นักข่าวเนชั่น เขียนบ่นๆ ในทวิตเตอร์ ว่า...

จากก่อน พ.ศ.2475 – พ.ศ.2553 การเมืองเรื่องในหนัง

ว่ากันว่าการเมืองเป็น "เรื่องต้องห้าม" ในหนังไทย หากโผล่ออกมาเมื่อไหร่โอกาสถูกสั่งห้ามฉายมีสูง แต่ ศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา นักวิชาการอิสระด้านแรงงาน หนึ่งในคณะกรรมการบริหารหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ยืนยันว่า ความเชื่อนั้นไม่เป็นความจริง เพราะแต่ไหนแต่ไรมา การเมืองมักถูกแทรกไว้ในหนังด้วยน้ำมือรัฐ "บาง ทีการบังคับอาจกุมอำนาจไว้ได้ไม่ยั่งยืน รัฐจึงส่งผ่านอุดมการณ์ลงไปในภาพยนตร์ ให้ผลิตซ้ำไปเรื่อยๆ เพื่อจูงใจคนให้ทำตามต้องการ"