Home / ข้อมูลความรู้ / รายงานและวิจัย / พฤติกรรมการใช้โซเชียล มีเดีย (Social Media) ของคนกรุงเทพฯ

พฤติกรรมการใช้โซเชียล มีเดีย (Social Media) ของคนกรุงเทพฯ

Share on FacebookTweet about this on TwitterShare on TumblrShare on Google+Email this to someoneShare on LinkedInPin on PinterestShare on StumbleUponShare on RedditFlattr the authorDigg thisBuffer this page

social-media

นางสาววันวิสาข์  เจริญนาน นักวิจัยประจำศูนย์วิจัยเอแบคนวัตกรรมทางสังคม การจัดการและธุรกิจ (Social Innovation Management and Business Analysis, SIMBA) มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ โดยการสนับสนุนทุนวิจัยของธนาคารกรุงศรีฯ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจเรื่อง พฤติกรรมการใช้โซเชียล มีเดีย (Social Media) ของคนกรุงเทพฯ จำนวนทั้งสิ้น 641 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 17-23 กุมภาพันธ์ 2555 ที่ผ่านมา โดยผลสำรวจทั้งหมดนี้สามารถดึงข้อมูลฟรีได้ที่ www.abacpolldata.au.edu

ตัวอย่างส่วนใหญ่หรือร้อยละ 90.0 ใช้ Social Media ในรอบ 30 วันที่ผ่านมา โดยตัวอย่างเกือบครึ่งหนึ่งหรือร้อยละ 46.9 ใช้มากกว่า 1 ครั้งต่อวัน รองลงมาคือ ร้อยละ 22.4 ใช้วันละครั้ง ร้อยละ 8.0 ใช้ 5-6 ครั้ง/สัปดาห์ ร้อยละ 9.2 ใช้ 3-4 ครั้ง/สัปดาห์    ร้อยละ 7.9 ใช้ 1-2 ครั้ง/สัปดาห์ และร้อยละ 5.6 ใช้น้อยกว่าสัปดาห์ละ 1 ครั้ง นอกจากนี้เมื่อถามตัวอย่างถึงเว็บไซต์ที่ใช้ Social Media  พบว่าตัวอย่างเกือบร้อยละร้อยหรือร้อยละ 98.6 ระบุ Facebook รองลงมาคือ ร้อยละ 21.6 ระบุ Twitter และร้อยละ 13.9 ระบุ Hi5 ตามลำดับ

เมื่อถามถึงเหตุผลที่ใช้ Social Media พบว่า ตัวอย่างส่วนใหญ่หรือร้อยละ 94.5 ระบุใช้เพื่อพูดคุย ติดตามข่าวสารของเพื่อน/คนรู้จัก รองลงมาหรือร้อยละ 63.4 ระบุใช้เพื่ออัพเดตสถานะ / รูปภาพ /ข่าวสาร /สถานการณ์ทั่วไป ร้อยละ 34.0 ระบุใช้เล่นเกมส์

นอกจากนี้ตัวอย่างร้อยละ 31.7 ยังใช้เพื่อระบายอารมณ์/ความรู้สึก ร้อยละ 30.0 ใช้พูดคุย ติดตามข่าวสารของคนในครอบครัว ร้อยละ 25.0 ใช้เพื่อหาคู่ /แฟน /เพื่อนใหม่ในสังคมออนไลน์ ร้อยละ 18.9 ใช้เพื่อติดต่องาน ในขณะที่ร้อยละ 9.0 ใช้เพื่อซื้อ /ขายสินค้า/ทำธุรกิจออนไลน์

เมื่อทำการสัมภาษณ์เชิงลึกเพิ่มเติมกับกลุ่มผู้ที่ใช้ Social Media เป็นประจำทุกวัน พบว่า กลุ่มตัวอย่างพบเห็นโฆษณาสินค้าและบริการใน Social Media หลากหลายประเภท อาทิ สินค้าประเภทแฟชั่น เครื่องสำอาง เกม ส่วนลดที่พัก โรงแรม และร้านอาหารต่างๆ เป็นต้น โดยโฆษณาที่พบเห็น สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ โฆษณาสินค้าและบริการที่ให้การสนับสนุนเว็บไซต์ Social Media ที่ตนใช้ และโฆษณาที่แปะวางบนหน้ากระดาน (Wall) และหน้าประวัติของตน นอกจากนี้ เมื่อสอบถามต่อไปถึงความคิดเห็นต่อโฆษณาทั้ง 2 ประเภทดังกล่าว พบว่า สำหรับโฆษณาประเภทแรกนั้น กลุ่มตัวอย่างเข้าใจและยอมรับการมีโฆษณา เพราะคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาในเชิงธุรกิจที่จะต้องมีสปอนเซอร์ อีกทั้งให้ความเชื่อถือต่อโฆษณาประเภทนี้มากกว่าโฆษณาประเภทที่ 2 ซึ่งกลุ่มตัวอย่างรู้สึกรำคาญ ถูกรบกวน ถูกละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และรู้สึกกังวลกับข้อมูลส่วนตัวที่รั่วไหลไปยังแหล่งที่มาของโฆษณาเหล่านั้น นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างบางรายยังกล่าวว่า การทำโฆษณาลักษณะนี้ถือเป็นความเห็นแก่ตัวของเจ้าของโฆษณา และมักจะลบหรือบล็อคโฆษณาเหล่านี้ทันที

อย่างไรก็ตามเมื่อสอบถามถึงความคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้ Social Media พบว่า ตัวอย่างส่วนใหญ่หรือร้อยละ 81.6 ระบุ Social Media ทำให้ติดต่อสื่อสารกับคนที่อยู่ไกลได้ รองลงมาหรือร้อยละ 71.9 ทำให้รู้ว่าเพื่อนเก่าอยู่ที่ไหน ทำอะไร ร้อยละ 68.8 ทำให้ได้พูดคุยกับคนหลายๆ คนในเวลาเดียวกัน ร้อยละ 67.3 ทำให้ได้พูดคุยกับคนอื่นได้บ่อยขึ้น และร้อยละ 55.9 ทำให้กล้าที่จะพูดคุยมากกว่าการสื่อสารโดยตรง เช่น การพูดคุยต่อหน้า/ทางโทรศัพท์

ที่น่าพิจารณาคือเมื่อถามถึงปัญหาที่เคยประสบจากการใช้ Social Media  พบว่า ตัวอย่างเกือบครึ่งหรือร้อยละ 46.3 ระบุว่าเคยพบเจอสื่ออนาจาร รองลงมาคือ ร้อยละ 39.0 มีปัญหาในเรื่องของเวลาพักผ่อนน้อย กระทบต่อการเรียน/การงาน ร้อยละ 27.0 มีปัญหาเรื่องข้อมูลส่วนตัวรั่วไหล ร้อยละ 25.7 มีปัญหาทะเลาะ/มีปัญหากับผู้อื่น ร้อยละ 19.0 มีปัญหาสุขภาพจิต เช่น กระสับกระส่าย หงุดหงิดเมื่อไม่ได้ใช้ ในขณะที่ร้อยละ 13.0 ระบุปัญหาถูกหลอกลวงต้มตุ๋น และร้อยละ 10.4 ปัญหาสุขภาพ เช่น นิ้วล็อค กล้ามเนื้ออักเสบ

ตัวอย่างเกินกว่าครึ่งหรือร้อยละ 63.8 ระบุวิธีการป้องกันภัยที่อาจแฝงมากับโลกของ Social Media โดยวิธีการเรียนรู้ถึงข้อดีและข้อเสียของการใช้ Social Media รองลงมาหรือร้อยละ 50.8 วิธีการป้องกันโดยการติดตามข่าวสารเกี่ยวกับภัยที่เกิดขึ้นตามสื่อต่างๆ ร้อยละ 41.5 ป้องกันโดยวิธีการให้ความรู้ต่อลูก / หลานหรือคนในครอบครัว ร้อยละ 33.5 ป้องกันโดยไม่สร้าง Social Media กับคนที่ไม่รู้จัก ร้อยละ 28.3 ป้องกันโดยการสอดส่องดูแลการใช้ Social Media ของบุตรหลาน และร้อยละ 19.7 ป้องกันโดยพ่อ แม่หรือผู้ปกครองต้องปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีในปัจจุบัน

ลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่าตัวอย่างร้อยละ 49.1 เป็นชาย และร้อยละ 50.9 เป็นหญิง ตัวอย่างร้อยละ 44.8 อายุระหว่าง 15 – 24 ปี ร้อยละ 23.9 อายุระหว่าง 25 – 33 ร้อยละ 10.5 อายุระหว่าง 34 – 39 ปี และร้อยละ 20.8 อายุระหว่าง 40 – 50 ปี สำหรับรายได้ร้อยละ 30.6 ระบุรายได้ครอบครัวเฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 20,000 บาท ร้อยละ 33.3 ระบุรายได้ 20,000-39,999 บาท ร้อยละ 9.9 ระบุรายได้ 40,000-49,999 บาท และร้อยละ 26.2 ระบุรายได้ 50,000 บาทขึ้นไป ด้านการศึกษา ร้อยละ 48.1 สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 43.3 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และร้อยละ 8.6 สำเร็จการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

ศูนย์วิจัยธุรกิจ เอแบคโพลล์  โทร 02-7191546-7  หรือ อีเมล abacpoll@au.edu

Scroll To Top